
“ชัยยศ” ชี้ SET ไซด์เวย์ พลังงานถ่วงตลาด จับตาประชุมเฟด-THAI เข้า SET50
“ชัยยศ จิวางกูร” บล.กรุงศรี มองหุ้นไทยยังแกว่งตัว หุ้นพลังงาน-ปิโตรฯถ่วงตลาด จากราคาน้ำมันร่วงหลุด 80 ดอลลาร์ ด้านนักลงทุนรอผลประชุมเฟดคืนนี้ พร้อมจับตา THAI ลุ้นเข้า SET50 แม้มีแรงกดดันจากหุ้นแปลงหนี้ที่จะพ้น Silent Period วันที่ 3 สิงหาคมนี้
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (17 มิถุนายน 2569) ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสแกว่งตัวต่อเนื่อง แม้ประเด็นการหยุดยิงและสัญญาณยุติสงครามจะเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่สำหรับตลาดหุ้นไทยยังถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่มีน้ำหนักรวมค่อนข้างสูงราว 25% ของตลาด
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงจากระดับเกือบ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเข้ามากดดันดัชนีในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลง เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า ท่องเที่ยว สายการบิน และไฟแนนซ์ เริ่มปรับตัวขึ้นตอบรับปัจจัยบวกไปแล้วบางส่วน
ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เคยเป็นตัวนำตลาดก่อนหน้านี้ เริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมา โดยเฉพาะ DELTA หลังน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยตลาดหลักทรัพย์ฯมีเกณฑ์จำกัดน้ำหนักของหุ้น (Weight) ไว้ที่ไม่เกิน 10% ส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวได้จำกัด
สำหรับทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ นายชัยยศมองว่า SET ยังมีแนวโน้มแกว่งตัว เนื่องจากประเด็นหยุดยิงได้สะท้อนเชิงบวกไปแล้วระดับหนึ่ง ขณะที่ตลาดยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจนเข้ามาหนุน ยกเว้นหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยเฉพาะตัว
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในคืนนี้ โดยเฉพาะมุมมองของประธานเฟดคนใหม่ต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระแสเงินลงทุนและบรรยากาศตลาดทุน
นายชัยยศประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ เนื่องจากแม้เงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ จะมีสัญญาณเร่งตัวขึ้นบ้าง แต่หากพิจารณาเงินเฟ้อในองค์ประกอบหลักยังไม่ได้เร่งตัวมากพอที่จะทำให้เฟดต้องรีบปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงแรงจากระดับก่อนหน้า ยังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิดไม่ใช่เพียงผลการประชุม แต่คือมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวบางส่วน รวมถึงมุมมองต่อตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยในช่วงถัดไป
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ย่อลงมาอยู่บริเวณ 4.43% นายชัยยศระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะลดลงมากและช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อบางส่วน แต่ตลาดยังไม่ได้เชื่อเต็มที่ว่าเงินเฟ้อจะชะลอลงได้รวดเร็ว ทำให้บอนด์ยีลด์ยังไม่ได้ปรับลดลงแรงมากนัก
ส่วนประเด็นการประกาศรายชื่อหุ้นเข้า-ออกดัชนี SET50 และ SET100 มองว่าจะเป็นปัจจัยบวกเชิงเก็งกำไรเฉพาะรายตัว โดยเฉพาะหุ้นที่ตลาดคาดหวังว่าจะได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ซึ่งมีโอกาสถูกนำเข้าคำนวณใน SET50 และ SET100 จากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม THAI ยังมีประเด็นที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับหุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุนส่วนที่เหลือ 75% ซึ่งจะพ้น Silent Period ในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยประเด็นดังกล่าวอาจเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะสั้น เนื่องจากตลาดกังวลต่อปริมาณหุ้นจำนวนมากที่อาจถูกขายออกมา
อย่างไรก็ดีมองว่า THAI ยังมีปัจจัยบวกสำคัญ ทั้งโอกาสเข้า SET50/SET100 และต้นทุนน้ำมันที่ลดลง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักราว 40% ของธุรกิจการบิน หากผลประกอบการฟื้นตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวและราคาน้ำมันที่ลดลง กำไรของบริษัทจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงและขับเคลื่อนราคาหุ้นในระยะถัดไป โดยแนะนำให้นักลงทุนโฟกัสที่แนวโน้มกำไรมากกว่าความกังวลเรื่องแรงขายจากหุ้นแปลงหนี้เพียงอย่างเดียว

