
EPG บวก 3% รับอานิสงส์ AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนดีมานด์ Aeroflex ดันกำไรปี 69 นิวไฮ
EPG ปรับตัวบวก 3% รับกระแส AI-Data Center หนุนความต้องการฉนวน Aeroflex ในสหรัฐฯ และไทย ขณะที่โบรก คาดกำไรปกติปี 69 ทำสถิติสูงสุดใหม่ 1.6 พันล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ณ เวลา 10:36 น. อยู่ที่ระดับ 5.75 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 2.68% ราคาสูงสุด 5.75 บาท ราคาต่ำสุด 5.60 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 28.50 ล้านบาท

ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาหุ้น EPG มีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจฉนวนกันความร้อนและความเย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex ซึ่งมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, Cloud, Semiconductor และ Data Center ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของธุรกิจดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EPG เปิดเผยว่า ในปีบัญชี 2569/70 หรือช่วงเดือนเมษายน 2569 ถึงมีนาคม 2570 บริษัทตั้งเป้ารักษาระดับยอดขายไว้ที่ 13,800 ล้านบาท และตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 30-33% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจฉนวนกันความร้อนและความเย็น ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ และธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับธุรกิจฉนวนกันความร้อนและความเย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 2.5% จากปีก่อนที่มียอดขาย 4,291 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนและความเย็นเกรดพรีเมียม สำหรับระบบ HVAC และ Air Ducting System ซึ่งมุ่งทำตลาดในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกายังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor, Cloud, Data Center และยานยนต์ ส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่ม Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System ปรับตัวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการอนุรักษ์พลังงานในระยะยาว ขณะที่ Aeroflex USA Inc. เดินหน้าปรับสมดุลกลุ่มสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และบริหารราคาอย่างเหมาะสม พร้อมลงทุนซื้ออาคารโรงงานเพิ่มเติมในสหรัฐอเมริกา เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนสิงหาคม 2569
ส่วนโอกาสจากการลงทุน Data Center ในประเทศไทย บริษัทประเมินว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จะมีการลงทุนจากบริษัทด้าน Data Center จำนวนมาก โดยกระบวนการก่อสร้าง Data Center ใช้เวลาประมาณ 12-24 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดโครงการ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมักถูกนำไปใช้ในช่วงปลายของขั้นตอนการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการใช้สินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ 1 ปีครึ่งข้างหน้า
ด้านธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 1% จากปีก่อนที่มียอดขาย 6,335.3 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้แผนการผลิตของค่ายรถยนต์ในแต่ละภูมิภาคยังฟื้นตัวไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังมุ่งพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์น้ำหนักเบา หรือ Lightweight Solutions ที่มีความแข็งแรง ทนทาน และช่วยประหยัดพลังงาน สำหรับทั้งยานยนต์สันดาปภายในและยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในตลาดหลักทั่วโลก
ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 5% จากปีก่อนที่มียอดขาย 2,882.1 ล้านบาท โดยยังให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศซึ่งเป็นฐานรายได้หลัก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบและบริหารสินค้าคงคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
นอกจากนี้ EPG ยังมีธุรกิจร่วมทุนในประเทศไทย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างรอบคอบ และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับงบลงทุนในปีบัญชี 2569/70 บริษัทตั้งไว้รวม 400 ล้านบาท เพื่อใช้เพิ่มเครื่องจักรและปรับปรุงไลน์การผลิต แบ่งเป็นธุรกิจ Aeroflex จำนวน 150 ล้านบาท ธุรกิจ Aeroklas จำนวน 150 ล้านบาท และธุรกิจ EPP จำนวน 100 ล้านบาท ขณะที่ปีบัญชี 2570/71 และปีบัญชี 2571/72 บริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนปีละ 220 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX ระบุผ่านบทวิเคราะห์ใน Cafe Invest ว่า EPG เป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าจับตาในฐานะผู้ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของ AI, Cloud และ Data Center เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวต้องใช้ระบบควบคุมอุณหภูมิและการบริหารจัดการความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก
ทั้งนี้ เมื่อ Data Center มีการใช้งานอุปกรณ์ประมวลผลจำนวนมาก ย่อมก่อให้เกิดความร้อนสูง หากระบบควบคุมอุณหภูมิและฉนวนกันความร้อนไม่มีประสิทธิภาพ อาจกระทบต่อการทำงานของอุปกรณ์และเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของระบบมูลค่าสูง ส่งผลให้วัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันความร้อนมีบทบาทสำคัญต่อทั้งการก่อสร้างและการดำเนินงานของ Data Center
InnovestX มองว่า EPG มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน และมีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน แนวโน้มการลงทุน Data Center ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI และ Cloud ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนโอกาสการเติบโตในระยะถัดไป
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า กำไรปกติของ EPG ในไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนและจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แรงหนุนจากยอดขายรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการฉนวนยางกันความร้อนในสหรัฐอเมริกาที่เร่งตัวต่อเนื่อง รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัว หลังบริษัทปรับขึ้นราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบ ประกอบกับสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลงหลังผ่านการปรับโครงสร้างของ TJM แล้ว
ทั้งนี้ หยวนต้าคาดว่า ปี 2569 EPG จะมีกำไรปกติทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1,598 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% จากปีก่อน และคาดว่าปี 2570 กำไรปกติจะเติบโตต่ออีก 11.2% จากปีก่อน โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังอยู่ในระดับน่าสนใจ หลังพักฐานมาระยะหนึ่ง และซื้อขายที่ Forward P/E เพียง 10 เท่า เมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนขึ้นจากการขยายตัวของงานก่อสร้าง Data Center ในสหรัฐอเมริกา เพื่อรองรับความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ EPG ยังได้รับปัจจัยบวกจากแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลาย โดยหยวนต้าประเมินว่า ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์ 41.7% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2569 ที่ 8.15 บาท และคาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.5% พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ”

