
BEM เด้ง 3% โบรกเชียร์ซื้อ รับตั๋วร่วม-ค่าโดยสารใหม่หนุนกำไรปี 70 ชูเป้า 8.20 บาท
BEM ปรับตัวบวก 3.42% แตะ 6.05 บาท รับแรงหนุนโบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” มองนโยบายตั๋วร่วม 17-45 บาท ดึงผู้โดยสารสายสีน้ำเงินเพิ่ม ขณะที่สายสีส้ม-ทางด่วน Double Deck เป็นปัจจัยหนุนกำไรระยะยาว ให้ราคาเป้าหมาย 8.20 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ณ เวลา 10:41 น. อยู่ที่ระดับ 6.05 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 3.42% ราคาสูงสุด 6.10 บาท ราคาต่ำสุด 5.85 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 306.95 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BEM ให้ราคาเป้าหมาย 8.20 บาท พร้อมเลือกเป็นหุ้นเด่น ภายหลังจัดงานสัมมนา “What lies ahead for BEM?” ร่วมกับผู้บริหารบริษัท โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว จากแรงหนุนของธุรกิจรถไฟฟ้าที่ผู้โดยสารยังเติบโตต่อเนื่อง นโยบายปรับโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ และการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มในอนาคต
สำหรับนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ ซึ่งกำหนดราคาเริ่มต้น 17 บาท สูงสุดไม่เกิน 45 บาท และไม่มีค่าแรกเข้าเมื่อเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสายภายในหนึ่งการเดินทาง บล.กรุงศรี มองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อ BEM เนื่องจากช่วยดึงผู้โดยสารเข้าสู่สายสีน้ำเงินมากขึ้น และอาจหนุนกำไรปี 2570 ให้เติบโตได้ราว 19% หากปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิม
ขณะที่ปัจจัยระยะยาวยังมาจากรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยคาดว่าช่วงฝั่งตะวันออกจะเริ่มเปิดให้บริการปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571 รองรับผู้โดยสารราว 100,000 เที่ยวต่อวัน ก่อนเพิ่มเป็น 300,000 เที่ยวต่อวันในปี 2573 เมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยป้อนผู้โดยสารเข้าสู่สายสีน้ำเงิน และเพิ่มศักยภาพกำไรของ BEM อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ สถานะกระแสเงินสดของ BEM มีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น หลังภาระจ่ายค่าตอบแทนคงที่ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ปีละราว 5,000-6,000 ล้านบาท จะสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจ่ายเงินปันผลหรือชำระคืนหนี้ ขณะที่โครงการทางด่วน Double Deck หากสามารถลงนามสัมปทานได้ภายในปีนี้ จะเป็นอัพไซด์ต่อราคาเป้าหมายอีกราว 1 บาท
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ธุรกิจของ BEM ทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้ายังมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสายสีน้ำเงินที่มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยสูงกว่าช่วงก่อนโควิด และเริ่มทำกำไร ขณะที่ธุรกิจทางด่วนยังเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ พร้อมมองว่า BEM จะได้รับประโยชน์จากนโยบายตั๋วร่วม ไม่ว่าจะเป็นแนวทางชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารหรือการบริหารสัมปทาน พร้อมแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า แนวทางของภาครัฐที่เลือกใช้การชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร แทนการซื้อคืนสัมปทานโดยตรง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ BEM เพราะช่วยลดความกังวลด้าน Overhang ที่กดดันราคาหุ้นก่อนหน้านี้ อีกทั้งธุรกิจรถไฟฟ้าของ BEM อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากโครงข่ายที่สมบูรณ์มากขึ้น พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเหมาะสม 8.00 บาท
ทั้งนี้ ราคาหุ้น BEM ในช่วงก่อนหน้าเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 5.10-5.40 บาท จากแรงกดดันประเด็นซื้อคืนสัมปทาน ก่อนฟื้นตัวขึ้นมาทำจุดสูงสุดบริเวณ 5.90 บาท ระหว่างวันที่ 11-19 มิถุนายน 2569 หลังตลาดเริ่มคลายกังวลและกลับมาให้น้ำหนักต่อปัจจัยบวกจากนโยบายค่าโดยสารใหม่ รวมถึงโอกาสเติบโตจากโครงการใหม่ในอนาคต
