
KKP วิ่งยาว 6 วันพุ่ง 8% ลุ้นกำไร Q2 โต รับค่าฟีทะลัก-หนี้เสียวูบ
KKP บวก 6 วันราคาพุ่ง 8% โบรกชี้ Q2/69 จ่อกำไรสุทธิ 1.76-1.89 พันล้านบาท เพิ่ม 23-34% จากรายได้ค่าฟีทะยาน หนี้เสียวูบ ธุรกิจตลาดทุนฟื้น ตั้งสำรองลดลง แห่อัพราคาเป้าหมายขึ้นสู่ช่วง 96–110 บาท ย้ำยีลด์เงินปันผลสุดเด่น 6.5–7% ล่าสุดจับตาคว้างานที่ปรึกษาทางการเงิน 3 บิ๊กดีลทั้ง THAI GULF และ PTL หนุนค่าฟี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 มิ.ย.69) ราคาหุ้น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ณ เวลา 10:12 น. อยู่ที่ระดับ 99 บาท บวก 3.25 บาท หรือ 3.39% สูงสุดที่ระดับ 99.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 96.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 396.55 ล้านบาท โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6 วันติดต่อกัน นับตั้งแต่ราคาปิดที่ระดับ 91.50 บาท เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.69 คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 8%
นายกัมพล จันทวิบูลย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ KKP เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อยังมีข้อจำกัด โดย KKP ยังคงดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง เน้นคัดเลือกลูกค้าที่มีศักยภาพและมีความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์และบริหารความเสี่ยง
ทั้งนี้ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการขยายสินเชื่อมากนัก เนื่องจากจำนวนลูกค้าที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการกู้ยืมลดลง ขณะที่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจบางส่วนยังเผชิญภาระหนี้และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้โอกาสการขยายพอร์ตสินเชื่อใหม่ทำได้ยากกว่าช่วงที่ผ่านมา
จากข้อจำกัดดังกล่าว KKP จึงปรับกลยุทธ์โดยหันมาให้น้ำหนักกับการสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม (Fee Income) มากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนผลประกอบการปีนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมของกลุ่มมาจากหลายธุรกิจในระบบนิเวศทางการเงิน ทั้งธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ธุรกิจตลาดทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.), บริษัทจัดการกองทุนรวม(บลจ.), แพลตฟอร์มการลงทุน Dime รวมถึงธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ที่ไม่พึ่งพาการเติบโตของสินเชื่อ โดยมั่นใจว่ารายได้ค่าธรรมเนียมปี 2569 จะเติบโตสูงกว่าปี 2568 อย่างชัดเจน
สำหรับธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) นายกัมพล กล่าวว่า ยังมองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาว สะท้อนผ่านภาพความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งยังคงมีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนบางส่วนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการด้านการบริหารความมั่งคั่งและการลงทุนของลูกค้าระดับบนยังขยายตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลุ่ม Wealth ในปัจจุบันมีพฤติกรรมกระจายการลงทุนและเงินฝากไปยังหลายสถาบันการเงิน ไม่ได้ใช้บริการเพียงแห่งเดียว ทำให้การแข่งขันในตลาดดังกล่าวเข้มข้นขึ้น ธนาคารต่างหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง เพื่อสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมทดแทนรายได้ดอกเบี้ยที่ชะลอตัว แม้การแข่งขันเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าตลาด Wealth ยังมีโอกาสเติบโตตามการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจ
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSSIA เพิ่มราคาเป้าหมาย KKP สำหรับปี 2570 เป็น 96 บาท จากเดิม 86 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” หลังปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 ขึ้นอีก 5.9-10.3% สะท้อนแนวโน้มสินเชื่อเติบโต การฟื้นตัวของธุรกิจตลาดทุน และภาระการตั้งสำรองที่ลดลง
ส่วนกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 คาดอยู่ที่ 1,890 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่จะลดลง 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยชะลอตัวหลังไตรมาสแรกได้รับแรงหนุนพิเศษจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ส่งผลให้กำไรช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3.84 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.6% คิดเป็น 56% ของประมาณการกำไรทั้งปี
ขณะที่ธุรกิจ Wealth Management ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ และแพลตฟอร์ม Dime ยังเติบโตต่อเนื่อง ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังแข็งแกร่งจากการขยายตัวของสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย KKP เป็น 106 บาท จากเดิม 89 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าธนาคารมีฐานะเงินกองทุนแข็งแกร่ง รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัวดี และภาระการตั้งสำรองลดลง พร้อมคาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 12% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss หรือ ECL) ลดลงเหลือ 894 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย KKP เป็น 110 บาท พร้อมคาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1.76 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18% และค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง 4% ตามทิศทางผลขาดทุนจากรถยึดที่ลดลงเหลือ 330 ล้านบาท ด้านสินเชื่อคาดขยายตัว 2.5% จากไตรมาสก่อน หรือเพิ่มขึ้น 4%
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แนวทางการเพิ่มรายได้ค่าฟีของ KKP นั้น ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางการเงินกับ 3 ดีลใหญ่ คือ การซื้อ-ขายหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ในช่วงวันที่ 4 ส.ค. 2569 จำนวน 4.5 พันล้านหุ้น โดย KKPS เป็นเอฟเอฝั่งผู้ทำคำเสนอซื้อ, ดีลขายหุ้นของ Sintel Global Investment Ple. Ltd. ในหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) หรือ GULF จำนวน 416 ล้านหุ้น
และดีลของบริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PTL ที่จะทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ (จาก บริษัท เอจีพีเอช (ประเทศไทย) จำกัด) จำนวนหุ้นที่เสนอซื้อจำนวน 900 ล้านหุ้น ราคาเสนอซื้อ 15.00 บาทต่อหุ้น มูลค่าเสนอซื้อรวมสูงถึง 13,500 ล้านบาท โดย KKPS เป็นเอฟเอฝั่งผู้ทำคำเสนอซื้อ

