
หุ้นโรงกลั่น-ปิโตรเคมีเด้งแรง! SPRC วิ่งนำ 9% รับค่าการกลั่นฟื้นแรง-น้ำมันดิบพุ่ง
หุ้นโรงกลั่น-ปิโตรเคมีคึกคัก นักลงทุนแห่เก็งกำไรรับค่าการกลั่นฟื้นตัวแรง หนุน SPRC นำกลุ่มพุ่ง 9% หลัง Market GRM แตะ 21.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่โบรกฯ คาดกำไรไตรมาส 2/69 แข็งแกร่ง รับอานิสงส์อุปทานน้ำมันตึงตัวและส่วนต่างผลิตภัณฑ์ฟื้นตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ก.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่น บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ณ เวลา 10:14 น. อยู่ที่ระดับ 10.70 บาท บวก 0.85 บาท หรือ 8.63% ราคาสูงสุด 10.70 บาท ราคาต่ำสุด 10.30 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 228.22 ล้านบาท
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP อยู่ที่ระดับ 65.00 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 1.56% ราคาสูงสุด 65.00 บาท ราคาต่ำสุด 64.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 677.96 ล้านบาท
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC อยู่ที่ระดับ 2.30 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 1.77% ราคาสูงสุด 2.34 บาท ราคาต่ำสุด 2.28 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 199.97 ล้านบาท
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP อยู่ที่ระดับ 45.75 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.67% ราคาสูงสุด 46.00 บาท ราคาต่ำสุด 45.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 289.59 ล้านบาท
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC อยู่ที่ระดับ 40.75 บาท บวก 0.25 บาท หรือ 0.25% ราคาสูงสุด 41.25 บาท ราคาต่ำสุด 40.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 670.48 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ SPRC โดยคาดว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 จะมีกำไรสุทธิประมาณ 6,402 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 812 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 13% จากไตรมาสก่อน
หากไม่รวมรายการพิเศษ ประกอบด้วย กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 66 ล้านบาท และขาดทุนจากสต็อกน้ำมันหลังหักภาษีประมาณ 370 ล้านบาท คาดว่าบริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติประมาณ 6,707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,386% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 314% จากไตรมาสก่อน
กำไรปกติดังกล่าวสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ หรือ Crude Premium อยู่ในระดับต่ำกว่าคาด ขณะที่อุปทานน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดโลกตึงตัวกว่าที่ประเมินไว้
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นประมาณ 152-342% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 71-200% จากไตรมาสก่อน
ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นตัวสามารถชดเชยผลกระทบจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นตามภาวะอุปทานน้ำมันดิบตึงตัว รวมถึงผลกระทบจากมาตรการขอความร่วมมือลดราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ ส่งผลให้ค่าการกลั่นของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 302% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 61% จากไตรมาสก่อน
ขณะที่ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันอยู่ในระดับไม่สูง เนื่องจากบริษัทยังคงมีน้ำมันต้นทุนต่ำที่จัดเก็บไว้ในช่วงกลับมาเดินเครื่องภายหลังการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในไตรมาสดังกล่าว
สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปกติของ SPRC จะยังอยู่ในระดับสูงและเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปทานน้ำมันที่ยังตึงตัวต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการเติมสต็อกน้ำมันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกภายหลังเส้นทางขนส่งน้ำมันกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่าค่าการกลั่นเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ประมาณ 10.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
บล.กรุงศรีจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติของ SPRC ปี 2569 ขึ้น 303% เป็น 14,873 ล้านบาท และปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2570 ขึ้น 104% เป็น 10,413 ล้านบาท หลังปรับเพิ่มสมมติฐานส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หลักในปี 2569 ประมาณ 119-225% และปี 2570 ประมาณ 26-80%
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า SPRC จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวผิดปกติ เนื่องจากบริษัทไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านค่าการกลั่น ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายมีสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงประมาณ 10% ทำให้บริษัทสามารถรับรู้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นได้เต็มที่
บล.กรุงศรีคงคำแนะนำ “ซื้อ” SPRC พร้อมปรับราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 11.50 บาทต่อหุ้น และเลือกเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มโรงกลั่น โดยคาดว่ากำไรปี 2569 จะอยู่ในระดับสูง แม้เป็นปีที่มีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ พร้อมประเมินว่าบริษัทมีโอกาสจ่ายเงินปันผลในระดับสูง คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 15%
บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ TOP โดยคาดว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 จะมีกำไรสุทธิประมาณ 7,700 ล้านบาท ลดลง 60% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรสุทธิที่ลดลงจากไตรมาสก่อนมีสาเหตุหลักจากการรับรู้ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน เทียบกับไตรมาสก่อนที่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หากไม่รวมรายการพิเศษ คาดว่า TOP จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติประมาณ 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 479% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับรายการพิเศษในไตรมาสดังกล่าว คาดว่าจะมีผลขาดทุนรวมประมาณ 9,800 ล้านบาท ประกอบด้วย ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 9,600 ล้านบาท กำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือสุทธิ หรือ NRV ประมาณ 3,000 ล้านบาท ขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงประมาณ 1,500 ล้านบาท ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 700 ล้านบาท และการตั้งด้อยค่าอุปกรณ์ของโครงการพลังงานสะอาด หรือ CFP ประมาณ 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ คาดว่าค่าการกลั่นตลาด หรือ Market GRM ในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 21.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 67% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 308% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าการกลั่นอ้างอิงของตลาดสิงคโปร์ หรือ SG GRM
ค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น สามารถชดเชยผลกระทบจากอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่ลดลง ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น และมาตรการปรับลดราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นได้
เมื่อรวมผลประกอบการจากธุรกิจอะโรเมติกส์และสารตั้งต้นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด หรือ LAB รวมถึงธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น คาดว่า Market GIM จะอยู่ที่ประมาณ 23.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 61% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 241% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ กำไรปกติยังได้รับแรงสนับสนุนจากส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจอื่นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัท ท็อป โซลเว้นท์ จำกัด บริษัท แคป จำกัด รวมถึงรายได้เงินปันผลจากบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC
ฝ่ายวิจัยคาดว่า กำไรสุทธิช่วงครึ่งแรกปี 2569 ของ TOP จะอยู่ที่ประมาณ 27,200 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติจะอยู่ที่ประมาณ 24,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และใกล้เคียงกับประมาณการกำไรทั้งปีที่ 28,500 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 คาดว่าค่าการกลั่นจะยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยค่าการกลั่น SG GRM นับตั้งแต่ต้นไตรมาสอยู่ที่ประมาณ 22.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน หลังส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับค่าพรีเมียมน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการอาจได้รับแรงกดดันบางส่วนจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ที่เห็นชอบให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นลง 2.40 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-15 ส.ค. 2569
บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองว่า TOP มีแนวโน้มกลับมาจ่ายเงินปันผลในระดับสูงในช่วง 2 ปีข้างหน้า หลังผ่านพ้นช่วงการลงทุนจำนวนมากในโครงการ CFP ขณะที่แรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับหนาแน่น สะท้อนจากนักลงทุนผ่านบัญชี NVDR ที่ยังซื้อสุทธิทั้งในรอบ 1 สัปดาห์และ 1 เดือน โดยคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” พร้อมราคาเป้าหมาย 66 บาทต่อหุ้น

