
KCE วิ่งต่อ 7% รับกำไร Q2 โตแกร่ง 51% โบรกอัพเป้า 58 บาท มองครึ่งหลังสดใส
KCE บวกต่อ 7% รับแรงหนุนกำไรไตรมาส 2/69 แตะ 276 ล้านบาท โต 51% จากปีก่อน สูงกว่าคาด ขณะที่โบรกมองไตรมาส 3 โตต่อจากการปรับราคาขายและยอดขาย HDI เพิ่ม พร้อมให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 58 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ส.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ณ เวลา 10:43 น. อยู่ที่ระดับ 47.50 บาท บวก 3.00 บาท หรือ 6.74% ราคาสูงสุด 48.50 บาท ราคาต่ำสุด 45.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,559.35 ล้านบาท

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 13 ส.ค.69 KCE รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัย 23% และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 28%
ทั้งนี้ ผลประกอบการที่สูงกว่าคาดส่วนใหญ่มาจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 50 ล้านบาท จากเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาสดังกล่าว หากตัดรายการดังกล่าวออก KCE จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติประมาณ 226 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามประมาณการของฝ่ายวิจัย
สำหรับรายได้ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 3.57 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัย ขณะที่รายได้ในรูปดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 110.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนหน้า นับเป็นการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และผลิตภัณฑ์ HDI ที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 18.9% จาก 18% ในไตรมาส 2/2568 และ 17% ในไตรมาส 1/2569 สูงกว่าประมาณการที่ 18% จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงประโยชน์ด้านต้นทุนจากการมีโรงงานผลิตลามิเนตเป็นของตนเอง ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อนหน้า จากค่าตอบแทนพนักงานที่เพิ่มขึ้น
บล.กรุงศรี ระบุว่า แม้ช่วงครึ่งปีแรก KCE ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะราคาทองแดงและวัสดุการผลิตอื่นที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรได้แข็งแกร่ง โดยกำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นประมาณ 33% ของประมาณการกำไรทั้งปีของฝ่ายวิจัย
นอกจากนี้ KCE เริ่มปรับขึ้นราคาสินค้ากับลูกค้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ทำให้คาดว่ากำไรในไตรมาส 3/2569 จะเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 2 จากทั้งผลของการปรับราคาขายและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยังคงประมาณการกำไรต่อหุ้นปี 2569 เติบโต 54% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเติบโตอีก 40% ในปี 2570 จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัว
ด้วยแนวโน้มดังกล่าว บล.กรุงศรี คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 58 บาท จากเดิม 50.50 บาท หลังปรับสมมติฐานอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้นเป้าหมายเป็น 40 เท่า จากเดิม 35 เท่า เพื่อสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของกำไรในปี 2570
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า KCE รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์
ยอดขายอยู่ที่ 110.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11.7% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยผลิตภัณฑ์ HDI เติบโตโดดเด่นกว่าสินค้ากลุ่มอื่น ตามความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้น ประกอบกับได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า ส่งผลให้รายได้ในรูปเงินบาทอยู่ที่ 3.57 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อนหน้า
อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.9% ปรับตัวดีขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า แม้ต้นทุนวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง โดยบริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่าง HDI เพิ่มขึ้น และได้รับประโยชน์จากทิศทางค่าเงินบาท
บล.ฟิลลิป ระบุเพิ่มเติมว่า ในไตรมาส 2/2569 KCE เผชิญต้นทุนทองแดงที่สูงขึ้น รวมถึงวัตถุดิบบางประเภทที่มีภาวะขาดแคลน อย่างไรก็ตาม บริษัทมีบริษัทลูกอย่าง TLM ซึ่งผลิตแผ่น Copper Clad Laminate ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ในระดับที่แข่งขันได้มากกว่าการจัดซื้อจากผู้ผลิตภายนอก
นอกจากนี้ บริษัทได้เริ่มปรับราคาขายสินค้าขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนแนวโน้มกำไรให้เติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดย บล.ฟิลลิป ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 1,170 ล้านบาท เติบโต 48.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 48 บาท และคงคำแนะนำ “ทยอยซื้อ”

