3 หุ้น “ไฟแนนซ์” ร่วง! เซ่นบอนด์ยีลด์ 10 ปีพุ่งแตะ 4.73%

SAWAD-MTC-TIDLOR ปรับตัวลดลงวันนี้ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปี พุ่งขึ้น 3 วันแตะระดับ 4.73%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 ส.ค.69) ณ เวลา 10:05 น. ราคาหุ้น บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD อยู่ที่ระดับ 23.70 บาท ลบ 0.30 บาท หรือ 1.25% สูงสุดที่ระดับ 23.80 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 23.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 45.86 ล้านบาท

บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC อยู่ที่ระดับ 31.50 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 1.56% สูงสุดที่ระดับ 31.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 31.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.75 ล้านบาท

บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR อยู่ที่ระดับ 19.50 บาท ลบ 0.30 บาท หรือ 1.52% สูงสุดที่ระดับ 19.70 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 19.40 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 34.55 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ปรับตัวลดลงในวันนี้หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปี ได้ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 3 สู่ระดับ 4.73% จาก 4.63% หลังจากที่ นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้กล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญในการประชุมประจำปีที่ Jackson Hole โดยส่งสัญญาณว่า เฟดยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมเงินเฟ้อ หากยังไม่ปรับตัวลงเข้าสู่เป้าหมาย 2% อย่างชัดเจนและรวดเร็วเพียงพอ และสภาวะทางการเงินในปัจจุบันอาจยังไม่เข้มงวดมากพอที่จะจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยคำกล่าวของวอร์ชข้างต้นนี้ ได้ส่งผลให้ FedWatch Tool ของ CME Group กลับมากพลิกคาดการณ์อย่างรวดเร็ว จาก 35.4% เป็น 56.9% ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม FOMC เดือน ก.ย. นี้

อย่างไรก็ตาม วอร์ชไม่ได้ส่งสัญญาณโดยตรงว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. โดยตรง และไม่ได้ให้แนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับเส้นทางดอกเบี้ยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทำให้ตลาดยังคงต้องจับตาตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ เนื่องจากโครงสร้างเงินทุนของบริษัทกลุ่มนี้ที่ไม่มีฐานเงินฝากต้นทุนต่ำ แต่ต้องพึ่งพาการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้และการกู้ยืมเป็นหลัก เมื่อบอนด์ยีลด์ในตลาดพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการระดมทุน (Cost of Funds) จึงปรับตัวแพงขึ้นตามไปด้วยในทันที

ขณะที่ฝั่งรายได้ไม่สามารถปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้าได้อย่างอิสระ เนื่องจากติดเพดานอัตราดอกเบี้ยตามกฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล ภาวะที่ต้นทุนเร่งตัวขึ้นแต่รายรับถูกจำกัดนี้ จะทำให้อัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ถูกกดดัน

นอกจากผลกระทบด้านส่วนต่างกำไรแล้ว ภาวะดอกเบี้ยที่ตึงตัวตามทิศทางบอนด์ยีลด์ยังไปเพิ่มภาระหนี้และกดดันความสามารถในการชำระคืนของลูกหนี้รายย่อย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของธุรกิจไฟแนนซ์ ความเสี่ยงที่หนี้เสีย (NPL) จะเร่งตัวขึ้น ทำให้บริษัทจำเป็นต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (ECL) เพิ่มมากขึ้น

Back to top button