KCE-HANA กอดคอบวก 2% รับอานิสงส์ดีมานด์ AI-หุ่นยนต์ หนุนกำไรโต

KCE-HANA กอดคอบวกกว่า 2% หลังโบรกมอง KCE มีโอกาสต่อยอด PCB สำหรับหุ่นยนต์ Humanoid ขณะที่ HANA รับอานิสงส์อัปเกรดห่วงโซ่ AI Server พร้อมปรับเป้าแนะ “ถือ” ราคา 62 บาท และแนะซื้อ HANA เป้า 63 บาท ตามลำดับ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ก.ย.69) ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนเทคโนโลยี นำโดย บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ณ เวลา 10:55 น. อยู่ที่ระดับ 67.25 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 2.28% ราคาสูงสุด 67.25 บาท ราคาต่ำสุด 65.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 764.19 ล้านบาท

บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA อยู่ที่ระดับ 49.50 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 2.06% ราคาสูงสุด 49.50 บาท ราคาต่ำสุด 48.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 677.56 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.69 ว่า KCE มีโอกาสต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจแผงวงจรพิมพ์ (PCB) สำหรับหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือ Humanoid Robotics ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ผลประกอบการช่วงครึ่งหลังปี 2569 ถึงปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวตามคาด

ก่อนหน้านี้ KCE แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 ก.ย.69 ว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาซื้อขายสินค้ากับบริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่มีข้อสรุป โดย บล.เคจีไอเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวอาจเป็น Tesla และสินค้าที่อยู่ระหว่างการเจรจาอาจเป็น PCB สำหรับหุ่นยนต์ Tesla Optimus

ทั้งนี้ Tesla ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตหุ่นยนต์จากประมาณ 10,000 ตัวในระยะแรก เป็นปีละ 1 ล้านตัว และเพิ่มขึ้นสู่ 10 ล้านตัวในระยะยาว การเร่งนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์มาใช้งานจึงมีแนวโน้มผลักดันความต้องการ PCB เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ Rigid PCB, Flexible PCB และ High-density Interconnect PCB ซึ่งมีบทบาทรองรับการเคลื่อนไหวของข้อต่อ โครงสร้างส่วนโค้งของหุ่นยนต์ และการบริหารจัดการความร้อน

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคาดว่าตลาด PCB สำหรับหุ่นยนต์จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 22% สูงกว่าตลาด PCB โลกที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% โดยสัดส่วนตลาด PCB สำหรับหุ่นยนต์อาจเพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 2569 เป็น 12% ในปี 2573 ขณะที่มูลค่า PCB ที่ใช้ในหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 150-200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว

บล.เคจีไอมองว่า KCE มีศักยภาพรับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมจากโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีประสบการณ์ผลิต PCB สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในลักษณะใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและอาจอยู่ระหว่างการกำหนดคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ โดยยังไม่มีข้อตกลงด้านคำสั่งซื้อ และอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 6-12 เดือนก่อนเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณมาก

จากการประเมินเบื้องต้น รายได้จากโครงการดังกล่าวอาจคิดเป็นประมาณ 0.3-1.3% ของรายได้รวม KCE ภายใต้สมมติฐานการผลิตหุ่นยนต์ 1 ล้านตัว ใช้ PCB มูลค่า 150-200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว และ KCE มีส่วนแบ่งคำสั่งซื้อประมาณ 1-3% ดังนั้น บล.เคจีไอจึงยังไม่รวมรายได้จากโครงการนี้ไว้ในประมาณการผลประกอบการ

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/69 คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นราคาขาย 10% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.69 ปริมาณคำสั่งซื้อจากลูกค้าเดิมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตรากำไรที่ฟื้นตัวตามการปรับราคา การประหยัดต่อขนาด และเงินบาทที่อ่อนค่า

ขณะเดียวกัน แรงกดดันจากต้นทุนทองแดงมีแนวโน้มลดลง หลังราคาทองแดงเพิ่มขึ้นประมาณ 5% จากไตรมาสก่อนในช่วงไตรมาส 2-3/69 เทียบกับการเพิ่มขึ้น 16% ในไตรมาส 1/69 ทำให้ KCE มีโอกาสรับประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาขายมากขึ้น แม้ราคาทองแดงล่าสุดจะพุ่งแตะ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดว่าราคาจะทรงตัวใกล้ระดับดังกล่าว

บล.เคจีไอจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักปี 2569-2570 ขึ้น 6-25% เพื่อสะท้อนการปรับสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยน อัตรากำไรที่ดีขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนซึ่งลดลง ตลอดจนคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากภาวะห่วงโซ่อุปทานตึงตัว พร้อมแนะนำ “ถือ” KCE และปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ขึ้นเป็น 62 บาท จากเดิม 48 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (PER) ที่ 40 เท่า หรือคิดเป็น PEG ที่ 1 เท่า

ขณะเดียวกัน บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 15 ก.ย.69 ว่า HANA มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการยกระดับห่วงโซ่อุปทานเซิร์ฟเวอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Server) ครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ถึงปี 2570 โดยเฉพาะอุปกรณ์ด้านระบบจ่ายไฟ การระบายความร้อน และการรับส่งข้อมูลผ่านระบบออปติคัล

ทีมวิเคราะห์ฮาร์ดแวร์ไอทีของ KGI Taiwan มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มห่วงโซ่อุปทาน AI เนื่องจากประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และจำนวน GPU ต่อระบบที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการด้านการออกแบบระบบระบายความร้อนและการใช้พลังงานโดยรวมสูงขึ้น การยกระดับเทคโนโลยีดังกล่าวจึงมีโอกาสเพิ่มมูลค่าอุปกรณ์ต่อระบบ และเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับ HANA คาดว่าจะได้รับประโยชน์ผ่าน 3 ธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจโซลูชันระบายความร้อนสำหรับหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) และ GPU ผ่านความร่วมมือกับ Phononic ซึ่งอยู่ระหว่างกำหนดคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าปลายทาง โดย Phononic ได้ลงนามสัญญาจ้างผลิตจำนวนมากฉบับที่สองแล้ว ทำให้ HANA มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจระบบจัดการความร้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ HANA ยังมีอุปกรณ์ทดสอบแผงวงจรประกอบความหนาแน่นสูง (High-density PCBA) สำหรับแอปพลิเคชันรับส่งข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะเร่งการผลิตในไตรมาส 3/69 ก่อนเดินเครื่องเต็มกำลังในช่วงปลายไตรมาส 4/69 ถึงไตรมาส 1/70

อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนคืออุปกรณ์หม้อแปลงโซลิดสเตตที่ใช้ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC Solid-state Transformer) ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาที่ PMS และตั้งเป้าวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 2/70 และไตรมาส 4/70 โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเชื่อมโยง HANA เข้ากับธุรกิจบริหารจัดการพลังงานภายใต้แผนพัฒนาสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง 800 โวลต์ (800V HVDC)

ด้านผลประกอบการ บล.เคจีไอคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักของ HANA ในช่วงไตรมาส 3-4/69 จะเติบโตแข็งแกร่งทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า หลังธุรกิจหลักมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ส่งผลให้ยอดขายทยอยฟื้นตัว ประกอบกับการเริ่มโครงการร่วมกับ Phononic และส่วนแบ่งผลขาดทุนจาก PMS ที่ลดลง ภายหลังการโอนย้ายการผลิตไปยังผู้ผลิตในจีนเสร็จสิ้น

ขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของยอดขายและเงินบาทที่อ่อนค่า โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นไตรมาสอยู่ที่ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาส 2/69 และ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาส 3/68

บล.เคจีไอปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ HANA ขึ้น 6-11% เพื่อสะท้อนการเริ่มผลิตสินค้าให้ Phononic ที่เร็วกว่าคาด รวมถึงโอกาสที่คำสั่งซื้อจะเร่งตัวขึ้นตามการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน AI พร้อมคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติในปี 2570 จะเติบโต 44%

ทั้งนี้ บล.เคจีไอยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” HANA พร้อมปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ขึ้นเป็น 63 บาท จากเดิม 45 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (PER) ที่ 40 เท่า หรือเทียบเท่า PEG ประมาณ 1 เท่า เพื่อสะท้อนประมาณการกำไรที่เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนรายได้โครงการเกี่ยวเนื่องกับ AI ซึ่งเติบโตเร็วกว่าคาด และการปรับเพิ่มระดับ PER จากเดิม 31 เท่า

Back to top button