ราคาน้ำมัน และทฤษฎีสมคบคิด

หากตั้งคำถามชนิดชวนหาเรื่องตามทฤษฎีสมคบคิดแล้ว คำวิจารณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก สูงเกินจริง และเครื่องบินไร้มนุษย์ลึกลับพยายามบินเหนือพระราชวังกษัตริย์ซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน คงไม่ง่ายที่จะตอบ


พลวัตปี 2018 : วิษณุ โชลิตกุล

หากตั้งคำถามชนิดชวนหาเรื่องตามทฤษฎีสมคบคิดแล้ว คำวิจารณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก สูงเกินจริง และเครื่องบินไร้มนุษย์ลึกลับพยายามบินเหนือพระราชวังกษัตริย์ซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน คงไม่ง่ายที่จะตอบ

รู้กันเพียงแค่ว่า ความเคลื่อนไหวทั้งสองรายการ ไม่มีผลต่อราคาน้ำมันดิบในเฉพาะหน้านัก

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปริศนาซ่อนเงื่อนสำหรับอนาคตชัดเจน

จู่ๆ โดยไม่มีใครรู้เบื้องหลังของปรากฏการณ์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวิตข้อความเมื่อวันศุกร์สุดสัปดาห์ก่อนว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตอนนี้พุ่งสูงเกินความเป็นจริงอย่างมากจนรับไม่ได้ และน่าจะเป็นฝีมือขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) ซึ่งปล่อยให้น้ำมันล้นตลาด

ขณะที่นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาฯโอเปก กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างสมาชิกโอเปกกับรัสเซียมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนไปมากกว่านี้ และประเทศทั้งในและนอกโอเปกไม่เคยมีนโยบายแทรกแซงและแต่งราคาสินค้า

ด้านนายจาบาร์ อัล-ลูไอบี รมว.กระทรวงน้ำมันของอิรัก ตอบโต้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตอนนี้ “ไม่ได้แพงขนาดนั้น” และเชื่อว่าตลาดกำลังปรับตัว ส่วนแหล่งข่าวในโอเปกอีก 2-3 คน กล่าวว่า การที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยทางการเมือง ณ ปัจจุบันเป็นสำคัญ ที่รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรเวเนซุเอลา สถานการณ์ในซีเรีย ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน และสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือด้วย ไม่ใช่การบิดเบือนราคา แต่ “เป็นไปตามกลไก”

คำกล่าวหาของทรัมป์ อย่าง “ผิดเวลา” และคำแก้ต่างของกลุ่มโอเปก ที่พยายามลบล้างปฏิบัติการช็อกโลกของโอเปกเมื่อต้นปีถึงกลางปี 2559 ที่สามารถทำข้อตกลงลดกำลังการผลิตเพื่อดึงราคาน้ำมันให้สูงขึ้นชั่วคราว ล้วนฟังไม่ขึ้น

ไลเลี่ยกัน ช่วงคืนวันเสาร์ (21 เม.ย.) ที่ด้านนอกรั้วพระราชวังกลางกรุงริยาด (ที่เชื่อว่าเป็นที่ประทับของกษัตริย์ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย) และภาพเหตุการณ์จำนวนมากถูกบันทึก ลือถึงขั้นก่อการร้ายบุก หรือเกิดรัฐประหารยึดอำนาจ แต่ตำรวจแดนเศรษฐีน้ำมันชี้ มีเครื่องบินไร้คนขับ (โดรน) ลึกลับบินเข้าเขตหวงห้ามจนนำมาสู่ความโกลาหลและถูกกำจัดในภายหลัง พร้อมยืนยันกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียทรงไม่ได้ประทับอยู่ภายในเขตพระราชฐาน

ภาพวิดีโอคลิปที่ถูกเผยแพร่ทางโลกออนไลน์แสดงให้เห็นถึงรถของกองทัพซาอุดีอาระเบีย หรือของเจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉินที่มีแสงไฟสว่างวาบบนหลังคารถอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุ ท่ามกลางเสียงปืนดังหลายนัดที่สามารถได้ยินจากฉากหลัง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจซาอุดีอาระเบีย แถลงยืนยันว่า เสียงปืนที่เกิดขึ้นในช่วงคืนวันเสาร์นั้น มีต้นเหตุมาจากยานโดรนลึกลับขนาดเล็กลำหนึ่งที่บินผ่านเข้าไปในเขตหวงห้ามใกล้กับเขตพระราชวังในกรุงริยาดที่กษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบียทรงประทับ

คำแถลงดังกล่าว นอกจากชาวซาอุดีอาระเบียจำนวนมากจะไม่เชื่อ แต่คิดไปว่าอาจจะเป็นเหตุก่อการร้าย หรืออาจถึงขั้นทำรัฐประหารยึดอำนาจ คนส่วนใหญ่ในโลกก็ล้วนมองไปในทิศทางนี้ด้วยว่า ผู้นำสหรัฐฯอาจจะคิดแบบมีเงื่อนงำเชิงลบอะไรบางอย่างกับราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียที่เคยอยู่ใต้อาณัติของสหรัฐฯมาโดยตลอดระยะเวลายาวนานเกือบ 50 ปี

ปี 1973 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตน้ำมันครั้งแรกของโลก เพราะชาติอาหรับนำโดยซาอุดีอาระเบียที่เป็นแกนหลักของกลุ่มโอเปก รวมทั้งอียิปต์และซีเรีย ได้ประกาศการลดการผลิตและลดการส่งออกน้ำมันไปขายหรือ Oil embargo ให้กับประเทศที่เป็นพันธมิตรและสนับสนุนอิสราเอล สหรัฐฯในยุคประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ซึ่งโดนโอเปกเล่นงานซะสะบักสะบอม เพราะเกิดการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และสหรัฐฯเองก็เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนักเช่นกัน เนื่องจากพิ่งจะเกิดการฉีกข้อตกลงเบรตตัน วูด มาหมาดๆ ด้วยการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว

กลยุทธ์ที่แยบยลของสหรัฐฯยามนั้น คือ การส่งออกอาการเงินเฟ้อของสหรัฐฯไปผูกติดกับราคาน้ำมัน โดยทำการเกลี้ยกล่อมให้กษัตริย์ซาอุดีอาระเบียหันไปใช้เงินดอลลาร์ในการซื้อขายน้ำมันดิบในกลุ่มโอเปก  ซึ่งกลายมาเป็นข้อตกลงในกลุ่มโอเปกที่ยังมีผลให้เกิดการใช้เงินดอลลาร์ในการขายน้ำมันดิบทั่วโลก เป็นที่มาของศัพท์ Petrodollar ขึ้นมา

จุดสำคัญ คือ สหรัฐฯมีข้อตกลงลับกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบียว่าจะทำการปกป้องอำนาจของราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียไปยาวนาน แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ต้นทุนของการที่ซาอุดีอาระเบียสยบยอมให้สหรัฐฯนั้น มีราคาไม่ธรรมดา รวมทั้งการยินยอมให้สหรัฐฯเข้าไปตั้งฐานทัพได้

ที่น่าสนใจ คือ หลังจากที่กษัตริย์ไฟซาล ของซาอุดีอาระเบีย ถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1975 โดยหลานของพระองค์เองแบบน่าสงสัย ก็ทำให้กษัตริย์ต่อมาเอียงข้างเข้าไปทางเป็นมิตรกับสหรัฐฯและอิสราเอลชัดเจนยิ่งขึ้นมายาวนาน

เพียงแต่วันนี้ ไม่เหมือนเดิม เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ร่วมกันเป็นแกนหลักเบื้องหลังความสำเร็จของการประชุมโอเปกปี พ.ศ. 2559  เพราะท่าทีของตัวแทนซาอุดีอาระเบียและรัสเซียยอมรับเงื่อนไขให้อิหร่าน ลิเบีย และไนจีเรีย ตรึงกำลังการผลิตน้ำมันหรือเพิ่มกำลังการผลิตได้ อยู่ที่ระดับก่อนถูกนานาชาติคว่ำบาตร โดยไม่ต้องลดกำลังการผลิตตามสมาชิกโอเปก เป็นการประนีประนอมที่สำคัญยิ่ง

การบรรลุเป้าหมายของการประชุมสมาชิกโอเปกทั้ง 14 ประเทศ ซึ่งสามารถลดการผลิตลงมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ รัสเซีย และผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ยอมร่วมมือลดการผลิตน้ำมันลง 600,000 บาร์เรลต่อวัน รวมทั้งต้นปีนี้ กษัตริย์ซาอุดีอาระเบียเสด็จเยือนรัสเซีย ก็สะท้อนให้เห็นว่า ซาอุดีอาระเบียมีทางเลือกในการคบหากับมหาอำนาจอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯมากขึ้น

การกล่าวโจมตีโอเปกของโดนัลด์ ทรัมป์ และการใช้โดรนลึกลับบินผ่านพระราชวังซาอุดีอาระเบียอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่การที่สถานการณ์ในซีเรียยังตึงเครียดอย่างมาก สามารถเชื่อมโยงได้ว่า น่าจะเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างที่ตอกย้ำว่าระดับความสัมพันธ์รัสเซียกับซาอุดีอาระเบียมีผลต่อท่าทีของความสัมพันธ์อันยาวนานของสหรัฐฯกับซาอุดีอาระเบียในอนาคตได้

นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงของภูมิศาสตร์การเมืองโลก ที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียเริ่มร้อนแรงขึ้นชัดเจน

ใครจะบอกว่าธรรมดา ก็ว่าไป แต่นักลงทุนไม่ควรนอนใจ

Back to top button