“พรอนงค์-อัสสเดช” กางแผนปั้นตลาดทุนไทย ดัน “เครื่องยนต์ตัวที่ 5” เสริมศักยภาพเศรษฐกิจ

“พรอนงค์ บุษราตระกูล-อัสสเดช คงสิริ” ประสานบทบาทยกระดับตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการออกแบบกติกาที่สมดุล เปิดทางนวัตกรรม เพิ่มผลิตภัณฑ์ลงทุน ขยายช่องทางระดมทุน และเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่เป้าหมาย


นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในงานสัมมนา Battle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ในหัวข้อ The Market Catalyst: Bridging Regulation and Promotion to Power the 3% Mandate ว่า บทบาทของ ก.ล.ต. คือการออกแบบกติกาและโครงสร้างตลาดทุนให้เอื้อต่อความเป็นธรรมสำหรับผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ทั้งผู้ออกผลิตภัณฑ์ ผู้ระดมทุน ผู้ลงทุน และตัวกลางในตลาด

หลักสำคัญคือการเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้เกณฑ์ที่เหมาะสม และยังคงคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเพียงพอ โดย ก.ล.ต. ไม่ได้มุ่งเห็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่สร้างการซื้อขายระยะสั้นหรือเพิ่มปริมาณธุรกรรมเพียงชั่วคราว แต่ต้องการเห็นการเติบโตของผลิตภัณฑ์และตลาดทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นางพรอนงค์กล่าวว่า การทำงานของ ก.ล.ต. ต้องประสานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว การยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเห็นประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพ

ในประเด็นการกำกับดูแล ก.ล.ต. ยึดหลัก proportionate regulation หรือการกำกับแบบได้สัดส่วน กล่าวคือ ต้องไม่เข้มงวดจนปิดกั้นนวัตกรรมและสภาพคล่องของตลาด แต่ก็ต้องไม่ผ่อนปรนจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบตลาดทุน โดยสิ่งที่ไม่สามารถผ่อนคลายได้ คือการคุ้มครองผู้ลงทุนและการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด เพราะถือเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดทุน

ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. พร้อมพิจารณาผ่อนปรนเกณฑ์บางประการในลักษณะยามุ่งเป้า สำหรับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเป้าหมายที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุน เช่น ธุรกิจใหม่หรือธุรกิจที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การผ่อนปรนดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อหลักการคุ้มครองผู้ลงทุน และต้องแลกกับประโยชน์ที่ชัดเจนต่อระบบนิเวศตลาดทุนโดยรวม

สำหรับความกังวลของผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้ทำหน้าที่คัดกรองบริษัทเข้าจดทะเบียน นางพรอนงค์ระบุว่า ก.ล.ต. รับทราบเสียงสะท้อนดังกล่าว และได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงยกระดับข้อมูลด้านคุณภาพของผู้มีบทบาทเป็น gatekeeper เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น

นางพรอนงค์กล่าวอีกว่า หากต้องการให้ตลาดทุนไทยเป็น “เครื่องยนต์ตัวที่ 5” ของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องขยายทั้งฐานนักลงทุน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และช่องทางการระดมทุน ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้ตลาดทุนเป็นมากกว่าทางเลือกสำรอง แต่เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า บทบาทของตลาดทุนไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นช่องทางให้นักลงทุนออมเงิน ลงทุน หรือบริหารความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยง “ผู้มีทุน” กับ “ผู้ต้องการทุน” เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับต่อยอดและขยายกิจการ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสู่เป้าหมายร้อยละ 3

ทั้งนี้ ตลท.ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์ “Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยมุ่งเป็นประตูสู่โอกาสการลงทุนที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและเชื่อมั่นได้ พร้อมวางภารกิจสำคัญในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนให้มีเสถียรภาพและดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาดให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในอนาคต

นายอัสสเดชกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะที่มี “ซัพพลายมาก” จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนไทย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เข้าถึงธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น ผ่านเครื่องมือการลงทุนในตลาดทุนไทย เช่น ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นชั้นนำระดับโลกอย่าง Apple หรือ Nvidia ได้ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศ โดยไม่ต้องโอนเงินไปลงทุนต่างประเทศโดยตรง

ขณะเดียวกัน ตลท.และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังอยู่ระหว่างหารือกับภาคเอกชนและที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อผลักดันให้บริษัทต่างชาติ หรือบริษัทที่ได้รับการลงทุนจากต่างชาติและเข้ามาสร้างฐานธุรกิจในประเทศไทย สามารถเข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น ทั้งในรูปแบบ Primary Listing และ Secondary Listing เพื่อเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบตลาดทุนไทยในระยะต่อไป

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ ตลท. เดินหน้าร่วมกับ ก.ล.ต. คือโครงการ JUMP+ ซึ่งมุ่งยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนและกระตุ้นให้กลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมต้องจัดทำแผนธุรกิจระยะ 3 ปีอย่างชัดเจน ครอบคลุมเป้าหมายด้านรายได้ กำไร ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น ตลอดจนแนวทางการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินทิศทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายอัสสเดชระบุว่า แม้ตลาดทุนไทยยังมีบริษัทที่มีศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานที่ดีจำนวนมาก แต่การสื่อสารกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ตลท.จึงต้องเร่งเพิ่มกิจกรรมโรดโชว์และการพบปะนักลงทุนแบบเผชิญหน้า โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนโดยตรง เพื่อสะท้อนจุดแข็งและศักยภาพของตลาดทุนไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่อยากเห็นจากภาครัฐในระยะต่อไป นายอัสสเดชมองว่า ควรมีการผลักดัน “บัญชีออมเพื่อการลงทุนแบบถาวร” หรือ TISA เพื่อสร้างเครื่องมือการออมระยะยาวที่มีความต่อเนื่อง ลดปัญหาแรงหนุนตลาดที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ เหมือนในอดีต พร้อมออกแบบให้มีความยืดหยุ่น เปิดทางให้ประชาชนแต่ละช่วงวัยสามารถเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเองได้

นอกจากนี้ ตลท.และ ก.ล.ต. ยังผลักดันโครงการ Bond Connect เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีหลักทรัพย์ได้โดยตรง จากเดิมที่การลงทุนส่วนใหญ่ยังผูกอยู่กับช่องทางธนาคารเป็นหลัก ซึ่งหากดำเนินการได้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงแก่ผู้ลงทุนรายย่อย เพิ่มสภาพคล่องในตลาด และต่อยอดการใช้พันธบัตรเป็นเครื่องมือบริหารสภาพคล่องหรือหลักประกันทางการเงินได้ในอนาคต

ในด้านกฎเกณฑ์การซื้อขาย นายอัสสเดชกล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับการซื้อขายความถี่สูง หรือ High-Frequency Trading (HFT) ยังเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลท.ได้ทยอยออกมาตรการเพื่อสร้างสมดุลในการซื้อขายหลายด้าน และในระยะถัดไปจะพิจารณาปรับเกณฑ์ต่าง ๆ บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นสำคัญ เพื่อให้โครงสร้างตลาดมีความโปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ตลท. ยังเตรียมยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านแนวทาง “BOI to IPO” และ “SET to BOI” เพื่อเชื่อมโยงตลาดทุนเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและการขยายการลงทุนของภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ

ช่วงท้าย นายอัสสเดชยังแสดงมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของตลาดทุนไทย โดยระบุว่า หากตัดปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ออกไป ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น และก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดก็เริ่มเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาแล้ว อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวลงน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในเอเชีย

Back to top button