เปิด 13 หุ้นส่งออก รับอานิสงส์บาทอ่อนค่า

เมื่อค่าเงินบาทอ่อน ควรเน้นหุ้นส่งออกพื้นฐานแข็งแกร่ง และตัวที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแรง เนื่องจากจะมีผลต่อกำไรสุทธิ


เส้นทางนักลงทุน

สืบเนื่องจากค่าเงินบาทขณะนี้อ่อนค่ามาอยู่ที่ 32.02 บาทต่อดอลลาร์ ทำนิวไฮในรอบ 13 เดือน จากประเด็นกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังยอดผู้ติดเชื้อรายวันปรับตัวสูงขึ้น และยังไม่มีทีท่าจะลดลง

ขณะเดียวกัน การแจกจ่ายวัคซีนก็ดูจะล่าช้า และแผนการแจกจ่ายวัคซีนอาจไม่สามารถรับมือกับการระบาดของสายพันธุ์เดลต้าได้นั้น ซึ่งภาพดังกล่าวอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติยังสามารถทยอยขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นไทย และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้อยู่

นอกจากนั้นโฟลว์ธุรกรรมในช่วงปลายเดือนจากฝั่งผู้นำเข้าที่อาจเริ่มกังวลต่อแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่าก็อาจทำให้ผู้นำเข้าทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์หนุนให้เงินบาทโดยรวมยังทรงตัวในระดับสูงอยู่

รวมถึงก่อนหน้านี้ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัวได้แค่ 1.8% และในปี 2565 อาจขยายตัวลดลงเหลือ 3.9% สะท้อนการฟื้นตัวที่ชะลอลง และยังคาดการณ์ปีนี้ไทยพลิกขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมคาดว่าจะเกินดุล 1.2 พันล้านดอลลาร์ อันเป็นผลจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศระลอก 3 ที่ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า

ส่วนทางด้านนักวิเคราะห์มีการประเมินว่าควรจับตาแนวต้านสำคัญของเงินบาทที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ เพราะหากค่าเงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้านสำคัญดังกล่าว ในเชิงเทคนิค ค่าเงินบาทก็อาจอ่อนค่าต่อถึงระดับ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับในช่วงสถานการณ์เงินบาทอ่อนค่าเช่นนี้ บริษัทที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่าเป็นกลุ่มส่งออกอย่างเช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มเกษตร-อาหาร เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการสำรวจจากบทวิเคราะห์ พบว่ามีบริษัทหลักทรัพย์ประเมินบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์เมื่อเงินบาทอ่อนค่า

โดย บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่าทุก ๆ 1 บาท เป็นบวกต่อกลุ่มเกษตร-อาหาร กำไรสุทธิเพิ่ม 3-1% หุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN, บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER, บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO และ บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE

ส่วนทางกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3-2% ได้แก่ บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVI, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA และ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE

เช่นเดียวกับ บล.กสิกรไทย แนะนำหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากประเด็นเงินบาทอ่อนค่าต่อในช่วงสั้น และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง ได้แก่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE และ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ซึ่งมีรายได้จากการส่งออกประมาณ 45-50% ของยอดขาย

เหมือนกับ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่าแนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อหุ้นในกลุ่มส่งออก ซึ่งมองหุ้นที่น่าสนใจลงทุนเป็นหุ้น ได้แก่ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT, บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท ฮั้วฟง รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ HFT, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และบริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN

ขณะเดียวกัน บล.เคทีบีเอสที ประเมินเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่องเป็นผลดีต่อกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยยังคงแนะนำ “เพิ่มน้ำหนักลงทุน” กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จากแนวโน้มความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะเป็นอีกปัจจัยบวกต่ออัตราการทำกำไรของกลุ่ม โดยทุก ๆ 1 บาทที่อ่อนค่า จะเพิ่ม Gross margin ของบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA เพิ่มขึ้น 1% และบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE เพิ่มขึ้น 0.5% ตามลำดับ

รวมทั้ง บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงมาเป็นผลจากการคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาทที่อ่อนค่าลง อีกทั้งล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดประมาณการ GDP ไทยปีนี้ลงเหลือ 1.8% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวในทิศทางที่ชะลอลง ในทางทฤษฎีก็มีผลทำให้เงินบาทอ่อนค่าด้วย

อย่างไรก็ดี แนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อหุ้นในกลุ่มส่งออก ซึ่งมองหุ้นที่น่าสนใจลงทุนเป็นหุ้น ได้แก่ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT, บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท ฮั้วฟง รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ HFT, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และ บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนเมื่อค่าเงินบาทอ่อน ควรเน้นหุ้นส่งออกพื้นฐานแข็งแกร่ง และตัวที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแรง เนื่องจากจะมีผลต่อกำไรสุทธิและโอกาสของการเข้าเล่นรอบของการเก็งกำไร!!!

Back to top button