พาราสาวะถี

อรชุน


ไม่มีประชาชนคนไหนคัดค้านแน่นอน กับการที่จะให้มีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มที่ 3 ให้กับบุคลากรทางด้านการแพทย์ด่านหน้า แต่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและลิ่วล้อสอพลอ รวมทั้งหมอ (ขี้ข้า) การเมืองทั้งหลายต้องยอมรับกันมาก่อนว่า วัคซีนซิโนแวคที่บุคลากรเหล่านั้นเกือบทั้งหมดฉีดไปครบ 2 เข็มแล้วไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ต่อมาก็คือแล้วประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้ฉีดวัคซีนดังกล่าวครบสองเข็มไปแล้ว รัฐบาลจะจัดหาวัคซีนชนิดไหนมาฉีดเข็มที่ 3 ให้

ตรงนี้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงที่ผู้นำเผด็จการและคณะจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เรื่องของเอกสารหลุดมาจากการประชุมเฉพาะกิจร่วม ระหว่าง คณะกรรมการด้านวิชาการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ 2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และคณะทํางานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน กรณีจะฉีดไฟเซอร์เข็มสามให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าเป็นของจริงหรือปลอมนั้นไม่ใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด

แต่ก็ช่วยทำให้ขยายภาพของหมอการเมืองที่ได้พูดมาโดยตลอดให้ชัดเจนแจ่มแจ้งมากยิ่งขึ้น เพราะ อนุทิน ชาญวีรกูล ยอมรับเองว่าเอกสารดังกล่าวเป็นข้อถกเถียงในวงประชุมจริงแต่ยังไม่มีข้อสรุป ขณะที่อธิบดีกรมควบคุมโรคก็ให้ข่าวเล่นลิ้นอ้างว่าไม่ใช่เอกสารทางการ ประมาณว่าไม่ใช่เอกสารของจริงที่หลุดมาจากห้องประชุม แต่คำถามตัวโตคือแล้วเนื้อหาสาระจากที่ประชุมที่หลุดมาพร้อมเอกสารนั้นมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่

เมื่อมันถูกยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริง ประเด็นเอกสารไม่จำเป็นต้องตีตราส่วนราชการใด ๆ มันก็บ่งบอกถึงวิธีคิดและการบริหารจัดการเรื่องวัคซีนของบรรดาคณะกรรมการทั้งหลาย โดยเฉพาะฉายให้เห็นภาพแนวคิดของหมอ (ขี้ข้า) การเมืองทั้งหลายได้เป็นอย่างดีว่า มีเจตนาที่จะปกป้องผลประโยชน์ ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง หรือแค่มุ่งแต่จะรับใช้ฝ่ายกุมอำนาจเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง และใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา ปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจมากกว่าคุ้มครองชีวิตผู้คน

มันต่ำตมและน่าขยะแขยงขนาดไหน ถึงขนาดที่ นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างเหลืออด ด้วยข้อความที่ว่า “อุทานกันว่า…..แม่..ง….. เชี่ หลังจากเราและแพทย์ประจำบ้านเหล่าด่านหน้า ฉีดวัคซีนครบสองเข็มและดูระดับภูมิคุ้มกันแล้วต่ำต้อย แถมพวกเรามีติดไประนาว แพร่ไปหลายและในคนที่อยู่ในห้องปฏิบัติการด้วย”

ที่ต้องขีดเส้นใต้กำกับไว้หลาย ๆ เส้นก็คือ “และท่าน ๆ ที่หอคอยสูงล้ำ เอาตำราวารสารมาอ้างว่า มิเป็นไร มิจำเป็น ที่มีอยู่ ที่สั่งมาก็ดีแล้ว พวกตรูอ่านวารสารเป็น ทำวิจัยด้วย แถมอยู่ด่านหน้า ขออภัยอย่างยิ่ง ที่ไม่สุภาพ” เชื่อได้เลยว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศต่างพากันสนับสนุนให้หมอธีระวัฒน์ช่วยสบถแบบนี้ออกมาให้หมด ยังมีเรื่องอะไรอีกที่รัฐบาลสืบทอดอำนาจรวมหัวกับหมอการเมืองทั้งหลาย ใช้ความเป็นความตายของประชาชนมาเป็นตัวประกันหรือเล่นแร่แปรธาตุกับความผิดพลาดในการบริหารจัดการครั้งนี้

ย้ำมาต่อเนื่องเรื่องวัคซีนเมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อ ๆ มาย่อมมีปัญหาตามมาอย่างไม่หยุดหย่อน สิ่งที่ตกเป็นขี้ปากจากสังคมเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงบุคลาการทางการแพทย์ ย่อมเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ไม่เห็นยากตรงไหน เป็นไปตามคำพูดของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจที่เคยพ่นน้ำลายไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ แน่นอนว่า เมื่อกระบวนการคิดและตัดสินใจมันไร้ซึ่งความเป็นมืออาชีพเสียแล้ว จะหวังผลเลิศตามที่ฝันไว้คงลำบาก

หากไม่มีพวกสอพลอ อาศัยความฉ้อฉลจากการใช้กลเกมอันแยบยลของบรรดาเนติบริกรสุนัขรับใช้เผด็จการทั้งหลาย เพื่อเติบโตในตำแหน่ง หน้าที่ โดยมีลาภ ยศ สรรเสริญเป็นเครื่องบรรณาการ สนองต่อกิเลส ตัณหา ทั้งที่รู้ว่ากลไกต่าง ๆ ที่วางไว้ไม่ใช่แค่เพื่อการสืบทอดอำนาจเท่านั้น หากแต่ปิดกั้นการตรวจสอบทุกด้าน บ้านเมืองที่เดินด้วยรูปแบบเช่นนี้ไม่มีทางที่จะเจริญไปได้ คำกล่าวที่ว่า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้น หลอกได้ก็แต่พวกเชลียร์ชนิดไม่ลืมหูลืมตาเท่านั้น

เช่นเดียวกันกับโมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่จุดกระแสทุ่มเถียงของสังคมอย่างกว้างขวางจากปมที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจบอกว่าปราสาททราย ทั้งที่เรื่องนั้นมันเป็นแค่กระพี้ ความจริงอย่างที่บอก ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดที่ลุกลามบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ มันมีเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องรีบเปิดประเทศเพื่อหวังเม็ดเงินมาสนองความหน้ามืดจากการไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้อย่างนั้นหรือ

เอาแค่ยังไม่ทันครบสัปดาห์ ก็มีประกาศตามหาตัวผู้ที่ไปเข้าร้านกาแฟดังบนเกาะภูเก็ตให้ไปตรวจหาโควิดด่วน รวมทั้งผู้โดยสารสายการบินหนึ่งที่บินไปภูเก็ตในวันเดียวกับที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไปเปิดงานดังกล่าว ไม่เพียงเท่านั้นวันนี้ท่านผู้นำก็ต้องกักตัวเอง 14 วันหลังพบว่าประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ที่เดินไปทางร่วมงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เซลฟี่ถ่ายรูปคู่กันอย่างใกล้ชิดติดเชื้อโควิด-19 ด้วย แค่เท่านี้ก็พอที่จะทำให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่คิดและเร่งดำเนินการมันสอดคล้องกับสถานการณ์หรือไม่

นี่ยังไม่นับรวมกับประเด็นที่โฆษกศบค.แถลงล่าสุดยอมรับว่า มาตรการปิดแคมป์คนงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้เห็นการเคลื่อนย้ายคนงานไปพื้นที่ต่างจังหวัด โดยมีการกระจายตัวไปภาคอีสานมากที่สุด และพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามหนักเข้าไปอีกว่า มาตรการทั้งหลายที่ออกมานั้นสรุปแล้วคือแก้ผ้าเอาหน้ารอด แก้จุดหนึ่งแต่ลามไปอีกหลายจุด เหมือนกับขอคนต่างจังหวัดเสียสละวัคซีนให้คนกทม.และปริมณฑลได้ฉีดเพื่อหยุดเชื้อกันก่อนหน้านี้

วันนี้ก็พิสูจน์อีกเหมือนกันว่า คนส่วนใหญ่ยอมเจ็บแต่ไม่จบ มิหนำซ้ำ ยังทำท่าว่าจะเอาไม่อยู่กันอีกต่างหาก ยอมรับกันแล้วว่าสายพันธุ์เดลต้าอินเดียระบาดหนักเข้ามาแทนที่สายพันธุ์อัลฟ่าอังกฤษในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เร็วกว่าที่คาด ขณะที่คาดหมายกันก่อนหน้าอ้างว่าถูกต้องแล้วสถานการณ์ยังเลวร้ายขนาดนี้ แล้วนี่เกิดวิกฤติเกินกว่าที่คาด ไม่อยากนึกภาพต่อไปว่าสถานการณ์มันจะย่ำแย่ขนาดไหน นี่ไงที่คนหนุ่มสาวเขามองการณ์ไกล”ผนงรจตกม”

Back to top button