พาราสาวะถี

อรชุน


ถามว่าปมพิพาทหรือวิวาทะระหว่าง สิระ เจนจาคะ จากพรรคสืบทอดอำนาจ กับ ศุภชัย ใจสมุทร แห่งภูมิใจไทย ต้นตอมาจากอะไร ก็ปมวัคซีนทางเลือก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะฟากฝั่งของพรรคแกนนำรัฐบาลมองว่า สิ่งที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข มีส่วนร่วมต่อกระบวนการตัดสินใจและบริหารจัดการวัคซีนนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่กระแทกตรงจุดนี้ สุดท้ายก็จะวกกลับเข้ามาหาผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและกระทบกับพรรคของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั้งที่ นี่คือความรับผิดชอบร่วมไม่ว่าจะพรรคใดก็ตามในรัฐบาล และหลีกหนีไม่พ้นหลบไปไหนไม่ได้คือผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจในฐานะผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยึดอำนาจมาจากทุกกระทรวงแล้ว และสถาปนาตนเป็นผู้อำนวยการศบค. ย่อมปฏิเสธไม่ได้ เช่นเดียวกับอนุทินในฐานะเจ้ากระทรวงคุณหมอก็ต้องกล้าที่จะยืดอกยอมรับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นด้วย เพราะทั้งหมดร่วมกันพิจารณาในนามคณะกรรมการ นั่นหมายความว่ามีการคิดกันหลายหัวแต่ท้ายสุดต้องยอมจำนนต่อความต้องการทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม จากมติที่ประชุมครม.เมื่อวันวานเรื่องการอนุมัติให้จัดซื้อวัคซีนนั้น ดูเหมือนว่าจะมีการตีมึนอาศัยจังหวะชุลมุนของสถานการณ์ผ่านความเห็นชอบกันโดยไม่แยแสความรู้สึกของประชาชนแม้แต่น้อย นั่นก็คือ การอนุมัติให้จัดซื้อวัคซีนซิโนแวคเพิ่มอีก 10.9 ล้านโดส วงเงิน 6,111 ล้านบาทเศษ อนุมัติจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดสไม่เปิดเผยสัญญาเพื่อมาฉีดให้ประชาชนฟรี และเคาะให้องค์การเภสัชกรรมจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นาเป็นวัคซีนทางเลือกตามจำนวนที่ภาคส่วนที่ต้องการยื่นคำสั่งซื้อมา

สองยี่ห้อหลังนั้นไม่เป็นปัญหา โดยเฉพาะโมเดอร์นาที่ประชาชนควักเงินจ่ายเอง ส่วนไฟเซอร์ก็ชัดเจนว่า มีทั้งส่วนที่เป็นการบริจาคมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่าส่วนนั้นจะนำไปฉีดเป็นเข็มที่ 3 หรือ Booster Dose ให้กับบุคลาการทางการแพทย์ด่านหน้า ส่วนที่เหลือค่อยมาจัดสรรปันส่วนกันอีกที ที่แน่ ๆ คือหนีไม่พ้นที่จะต้องเติมเป็นเข็มที่ 3 ให้กับบรรดากลุ่มเสี่ยงทั้งหลายซึ่งได้รับวัคซีนซิโนแวคไปสองเข็มก่อนหน้า เพราะภายใต้สถานการณ์โควิดกลายพันธุ์ภูมิต้านทานที่ได้รับจากวัคซีนดังกล่าวไม่น่าจะเอาอยู่

ตรงนี้ นายแพทย์อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศบค.และในฐานะรองประธานคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของ ศบค.ยอมรับเองว่า การฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มเมื่อเจอโควิดสายพันธุ์เดลต้าภูมิจะลดลง 4.9 เท่า ขณะที่ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงเวลานี้ ประเทศไทยพบสายพันธุ์เดลต้าทั้งประเทศแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าไปเร็วมาก โดยเฉพาะกทม.และปริมณฑลพบว่าสายพันธุ์ที่แพร่กระจายอยู่ในขณะนี้เป็นสายพันธุ์เดลต้าถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของเชื้อที่พบ

ผลการศึกษาทางการแพทย์เชื้อเดลต้าแม้ไม่รุนแรงมากกว่าอัลฟา แต่มีลักษณะพิเศษที่น่ากลัวก็คือ ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะต้องการออกซิเจน ออกซิเจนต่ำกว่าปกติเร็วขึ้น ปอดอักเสบเร็วขึ้น สายพันธุ์อัลฟาใช้เวลา 7-10 วัน ถึงกลายเป็นปอดอักเสบจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะที่สายพันธุ์เดลต้าใช้เวลา 3-5 วันผู้รับเชื้อจะปอดอักเสบ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จะเห็นได้ว่า นั่นจึงทำให้เห็นว่าคนติดเชื้อจำนวนมากอยู่ในกทม.และปริมณฑลช่วงหลังนี้ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยสีเหลืองถึงแดง และหากปล่อยไปเรื่อย ๆ ระบบสาธารณสุขจะอยู่ไม่ได้

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าจำนวนไม่น้อย ถึงได้ออกมาเคลื่อนไหวล่ารายชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนชนิด mRNA เพื่อมาสร้างภูมิคุ้มกันให้กับบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงสูง ก่อนที่ระบบสาธารณสุขจะล่มสลาย ไม่ต้องถามถึงประสิทธิภาพของซิโนแวคแล้วว่าเป็นอย่างไร เหตุผลเดียวที่รัฐบาลนำมาอ้างในการจัดซื้อวัคซีนชนิดนี้ต่อเนื่องก็คือ ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงเข้าโรงพยาบาล และป้องกันการตายได้ ซึ่งนายแพทย์อุดมอ้างว่า ป้องกันได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การเดินหน้าซื้อซิโนแวคต่อเนื่องทั้งที่คนส่วนใหญ่ในประเทศออกอาการยี้นั้น มันไม่น่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาล ความจริงบนวิกฤติเช่นนี้ถ้าไม่มืดบอดกันจนเกินไป บรรดาคณะที่ปรึกษาของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจควรจะใช้เป็นการสร้างโอกาส อย่างที่ จาตุรนต์ ฉายแสง ตั้งข้อสังเกต ที่หมอและผู้เชี่ยวชาญเสนอให้รัฐบาลซื้อวัคซีน mRNA และเสนอให้จัดสรรไฟเซอร์ให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็มแล้วก็เพราะเห็นว่าวัคซีนยี่ห้อนี้รับมือการแพร่ระบาดไม่ไหวโดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า

แล้วทำไมยังสั่งซื้อซิโนแวคเพิ่มอีกตั้ง 10.9 ล้านโดส จะซื้อเพิ่มมาทำไม มาฉีดเข็มสามให้บุคลากรทางการแพทย์หรือ หรือใครได้ประโยชน์อะไรจากการซื้อซิโนแวค แผนการนำเข้าและกระจายวัคซีนในประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เรียกว่าต้องรื้อใหม่หมดทั้งความเร็ว ความครอบคลุม ชนิดและยี่ห้อวัคซีนและการกระจายอย่างไม่มีหลักเกณฑ์ สิ่งที่ต้องทบทวนก่อนคือจะเอายังไงกับซิโนแวคกว่า 30 ล้านโดส ไม่ใช่สั่งซื้อเพิ่ม

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำกับวัคซีนซิโนแวคที่มีแผนจะซื้อรวม 40 กว่าล้านโดสคือ การหาทางสับเปลี่ยนกับวัคซีนยี่ห้ออื่น จะโดยขอให้รัฐบาลจีนแลกกับวัคซีนยี่ห้ออื่น หรือขอให้องค์การอนามัยโลกช่วยเป็นตัวกลางขายให้ประเทศที่ไม่มีสายพันธุ์เดลต้าก็ได้ ไทยจะตะบี้ตะบันใช้ซิโนแวคจำนวนมากต่อไปไม่ได้แล้ว  รัฐบาลไทยควรขายซิโนแวคให้ประเทศที่มีความต้องการ หรือคืนให้บริษัทแล้วหาทางแลกเอายี่ห้ออื่นมาแทนไม่ใช่ซื้อเพิ่ม ตรงนี้ถ้ากล้าทำก็จะลบข้อครหาเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงได้อีกทางหนึ่งด้วย

แต่ด้วยท่วงทำนองที่เห็นและเป็นไป คงไม่ต้องคาดหวังว่าสิ่งที่จาตุรนต์เสนอนั้นมันจะเป็นไปได้ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดและไม่มีใครมาตรวจสอบ ก็ต้องยืนกระต่ายขาเดียวกันไปแบบนี้ แล้วตาลีตาเหลือกหาตัวช่วยอื่น ๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันจะทันต่อสถานการณ์การระบาดที่วิกฤติอย่างยิ่งในเวลานี้หรือไม่ ที่แน่ ๆ ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจนั้นเข้าใจแล้วว่า ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อตัวเองนั้นเสื่อมทรุดหนักขนาดไหน ก็ขนาดที่เดิมทีจะกักตัวแค่ 7 วันเพราะฉีดวัคซีนไป 2 เข็มแล้ว ยังไม่กล้าต้องขยับไป 14 วันเพราะกลัวจะดราม่าทั้งที่ข้อเท็จจริงอธิบายกันได้ นี่ไงความรู้สึกของประชาชนไม่สนใจไม่ได้เด็ดขาด

Back to top button