เจ้าสัว..เจ็บแต่จบ?

สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้คงมีแต่เรื่องรบกวนใจตลอดเวลา เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข


*สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้คงมีแต่เรื่องรบกวนใจตลอดเวลา เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวลงตลอดเวลา จนวานนี้ลงมายืนปิดที่ระดับ 1,634.17 จุด ลบไป 9.27 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.38 หมื่นล้านบาท เหมือนเป็นการย้ำหัวหมุดว่า เดี๊ยนควรเลิกฝันหวานตอนกลางวันแสกเสียที หลังตัวแปรเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจ” และ “การเมือง” ไม่เอื้อเอาเสียเลยเจ้าค่ะ

*ความวุ่นวายที่ ไม่จบ..ไม่สิ้น ก็ล้วนมาจากมหันตภัย “โควิด 19” ซึ่งทำให้ทั่วโลกพังพาบไปตามกัน ธุรกิจมากมายล้มหายตายจากเยอะแยะไปหมด และหนึ่งในธุรกิจที่โดนผลกระทบหนักสุด และกำลังตกเป็นขี้ปากชาวบ้านก็คือ “ประกันภัย” เพราะกำลังทำพิธีฮาราคีรี (ฆ่าตัวตาย) ให้คนทั้งประเทศได้เห็นแบบนี้ “โมนิก้า” จึงต้องเข้าไปเผือกกับเขานิดหน่อย เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มันใช่สิ่งที่ทุกคนคิดเหมือนกันแค่ไหน?..ต้องพิจารณากันเอาเองนะคะ

*อ้อ!..ที่พาดหัวแรงในคราวนี้ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดของผู้คนมากมายในแวดวงการเงิน ซึ่งได้นิยามการชัตดาวน์บริษัทอาคเนย์ประกันภัยภายใต้กลุ่มทุนของ “เสี่ยเจริญ” มันเป็นการยอม “เจ็บแต่จบ” เพราะเมื่อประเมินสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดในอนาคตก็เจ๊งอยู่ดี จึงต้องชิงลงมือทำก่อนใครเพื่อน ซึ่งตรงกับคำสุภาษิตโบราณที่ว่า “กำขี้ดีกว่ากำตด” ไงล่ะคะ

*ประเด็นดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากเครือไทยโฮลดิ้ง TGH แถลงไขผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ได้ขายหุ้น “ไทยประกัน” ให้กับเจ้าสัวเจริญ เพื่อนำเงินราว 9.90 พันล้านไปชำระค่าสินไหมให้กับผู้ถือกรมธรรม์ บ.อาคเนย์ จำนวน 8.10 พันล้าน ทำให้บริษัทเหลือเงินประมาณ 1.80 พันล้าน ซึ่งพอประคับประคองให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ และไม่โดนสั่งปิดกิจการในตอนนั้น เพราะมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินนะจ๊ะ

*น่าเห็นใจตรงที่เม็ดเงินที่เหลืออยู่อาจไม่พอสำหรับค่าสินไหม เพราะยังมีลูกค้าที่ถือกรมธรรม์โควิดอีก 1.85 ล้านคน จึงเป็นที่มาของมติในที่ประชุมให้เลิกกิจการ พร้อมกับคืนไลเซนส์ประกันภัยให้กับ คปภ. เพราะเป็นทางออกเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ เพราะดันทุรังทำต่อไปก็เจ๊งวันยันค่ำ และยังทำให้ผู้ถือกรมธรรม์เคว้งหนักกว่าเดิม เนื่องจากไม่มีเงินมาชดใช้ค่าสินไหมให้กับผู้ที่เอาประกันกับ บ.อาคเนย์ นะจะบอกให้

*ไม่เพียงแค่นั้น..เพราะสถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบไปยังผู้ถือกรมธรรม์อื่นที่ไม่ใช่โควิดอีกด้วย ซึ่งตอนนี้มีคนถืออยู่ทั้งสิ้น 8.62 ล้านคน จึงเกรงว่าอาจตายกันทั้งข้อง! เลยเสนอทางเลือกด้วยการคืนเงิน และโอนกรมธรรม์ไปที่อื่น เพราะถ้าปล่อยให้ถึงวันที่ล้มขึ้นมาจริง ๆ คปภ. ก็คงไม่มีเงินเยียวยาทั้งหมด เพราะตอนนี้ทั้งหน้าตักมีเงินแค่ระดับ 5 พันล้าน จึงไม่อยากให้สถานการณ์บานปลายไปกว่าที่เป็นอยู่น่ะค่ะ

*เรื่องดังกล่าวเลยกลายเป็นหนังเรื่องยาวที่ยังไม่รู้จะลงเอยตรงไหน? เพราะฝ่ายคนที่ถือกรมธรรม์..ก็ไม่ยอม และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่าง คปภ. ก็ไม่ยอม เรื่องนี้จึงต้องพึ่งโรงพึ่งศาลอีกตามเคย (เพื่อบังคับให้ทำตามสัญญา) และสิ่งที่รู้แน่ ๆ ตอนนี้คือ “เจ็บกับเจ็บ” ซึ่งไม่รู้ว่า ท้ายที่สุดใครเจ็บกว่ากัน! รวมทั้งคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้รู้สึกอย่างไร? ก็คงมีเสียงแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่กระเทือนความรู้สึกของคนทั้งประเทศน่ะซี

*นอกจากนี้ “โมนิก้า” ยังรับรู้แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นด้วยตนเองว่า อู่ซ่อมส่วนใหญ่ในตอนนี้ ไม่รับประกันที่มาจาก บ.อาคเนย์ จึงเหมือนเป็นการบีบให้ผู้ถือกรมธรรม์ต้องรีบย้ายค่ายให้เร็วสุด ไม่เช่นนั้นความซวยจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว! เมื่อบวกกับ TGH เป็นบริษัทในตลาดหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเผือกร้อน จึงต้องทำการสรุปเหตุการณ์สำคัญที่ผ่านมา และเม้าท์ถึงเหตุการณ์ในอนาคตให้ทุกคนรับรู้..เพราะเดี๊ยนก็ไม่อยากให้เรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวไทยทุกคนนะคะ

*เม้าท์ถึงเรื่องซีเรียสเยอะเกินไปแล้ว “โมนิก้า” ขอสรุปสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยสักหน่อยดีกว่า เพราะจุดตั้งต้นของการเล่นเที่ยวนี้ขยับลงไปอยู่ที่ 1,600 จุดเสียแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมองจากสัญญาณเทคนิค ซึ่งอิงจากเส้น 200 วันที่ไปรอรับแถวบริเวณ 1,605 จุด รวมทั้งค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น MACD และ RSI ยังมีลักษณะหัวทิ่มบ่อ มันทำให้เชื่อว่า แรงขายยังไม่สะเด็ดน้ำ และหนทางที่ดีสุดในห้วงเวลานี้คือ เคาะสั้น ๆ กระมัง!..ลองไปคิดกันดูเจ้าค่ะ

Back to top button