ช.การช่าง แบ็กล็อกสู่แสนล้าน

CK เป็นบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งที่สามารถรับบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนทุกรูปแบบ และมีความสามารถในการพัฒนา ลงทุน


เส้นทางนักลงทุน

มีความคาดหวังว่าช่วงโค้งสุดท้ายรัฐบาลจะเร่งการจ้างงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ออกมา รวมถึงโครงการค้างท่อที่คาดว่าจะทยอยเห็นออกมามากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา เพราะเป็นโค้งสุดท้ายที่รัฐบาลจะเร่งออกโครงการใหญ่ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างกลับมาคึกคัก ราคาหุ้นดีดขึ้นยกแผง

นอกจากนี้ ยังมีความคาดหวังว่าแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 ของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะออกมาดี เนื่องจากเร่งรับรู้งานกันมากขึ้น รวมทั้งต้นทุนวัสดุก่อสร้างปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน ประกอบกับหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ราคายังแลกการ์ด (Laggard) อยู่

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เป็นบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งที่สามารถรับบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนทุกรูปแบบ และมีความสามารถในการพัฒนา ลงทุน และบริหารโครงการสัมปทานระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศและภูมิภาคอย่างครบวงจร

หากย้อนกลับไปในอดีตช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น CK เคยแตะระดับ 30 บาท ในช่วงปี 2560 ถึง 2562 ในช่วงนั้นแม้ราคาอาจจะย่อตัวลงมาบ้างก็ยังประคองตัวในระดับ 20 บาทปลาย ๆ ได้อยู่ กระทั่งช่วงปลาย ๆ ปี 2562 หุ้น CK เริ่มหักหัวลง หลุด 20 บาท ไปทำจุดต่ำสุดแถว ๆ 12.90 บาท เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 หลังจากนั้นก็ไม่เคยโผล่พ้นน้ำยืนเหนือ 20 บาทอีกเลย

กระทั่งช่วงปลาย ๆ ปี 2563 จนถึงปี 2564 ราคาหุ้น CK เริ่มกลับมายืนเหนือ 20 บาทอีกครั้ง โดย ณ สิ้นปี 2564 ราคาหุ้น CK ปิดอยู่ที่ 22.90 บาท

สำหรับในรอบปี 2565 มาจนถึงวันที่ 16 มกราคม 2566 ราคาหุ้น CK เคลื่อนไหวในกรอบสูงสุดที่ 24.80 บาท ต่ำสุดที่ 17.90 บาท และปัจจุบันสร้างฐานแข็งแกร่งระดับ 23 บาท บางวันทะลุไปกว่า 24 บาทได้ แต่ยังยืนไม่อยู่

หากพิจารณาผลงานทางด้านกำไรสุทธิ CK เคยมีกำไรสุทธิหลักพันล้านบาท โดยในปี 2562 มีกำไรสุทธิ 1,777.78 ล้านบาท แต่กำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2563 เหลือเพียง 612.16 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากสัญญาก่อสร้างลดลง และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง

ในปี 2564 กำไรสุทธิของ CK มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าหลักพันล้านบาท โดยมีกำไร 905.70 ล้านบาท สาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น เช่น รายได้เงินชดเชยดอกเบี้ยจากค่างานก่อสร้าง ตามคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นหนี้เงินค่าก่อสร้างที่เกิดจากการขยายระยะเวลาตามสัญญาจ้างก่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ (บางพลี-บางขุนเทียน) และจากการขายที่ดิน

อีกทั้งส่วนแบ่งกําไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น จากผลประกอบการที่ดีขึ้นของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จํากัด (มหาชน) ตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ ในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2565 ที่ผ่านมา CK สร้างผลงานได้น่าประทับใจ เพราะมีกำไรทะลุปีก่อนหน้าไปแล้วที่ 992.33 ล้านบาท เพราะนอกจากส่วนแบ่งกําไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจะเพิ่มขึ้นแล้ว รายได้จากสัญญาก่อสร้างยังเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าด้วย ตามการรับรู้รายได้ในการก่อสร้างทั้งโครงการที่มีอยู่และโครงการใหม่

เช่น โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ L ช่วงงาว-เชียงราย และสัญญาที่ M ช่วงเชียงราย-เชียงของ และ Preliminary Construction Works แม้ต้นทุนในการรับเหมาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น และอัตรากําไรขั้นต้นจะลดลงเหลือ 7.64% จาก 8.18% ก็ตาม

CK มีความน่าสนใจตรงที่ว่า มีโอกาสที่งานในมือจะเข้าสู่หลักแสนล้านบาทในไม่ช้านี้ แม้โครงการเมกะโปรเจกต์อีกหลายโครงการต้องล่าช้าออกไปเพื่อรอรัฐบาลใหม่ดำเนินการเปิดประมูลอีกครั้ง

เบื้องต้นผู้บริหาร CK มั่นใจว่างานในมือ หรือแบ็กล็อก (backlog) จะเข้าสู่ระดับ 2.5 แสนล้านบาท มาจากงานในมือ 6 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสีส้มส่วนต่อขยาย 1.1 แสนล้านบาท และงานโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำหลวงพระบาง 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งแบ็กล็อกกว่า 2 แสนล้านบาทนี้จะทยอยรับรู้ในระยะเวลา 8 ปี

ทำให้แนวโน้มรายได้เฉลี่ยต่อปีน่าจะอยู่ที่ 2.5-3.0 หมื่นล้านบาท ขณะที่แนวโน้มอัตราการทำกำไร หรือมาร์จิ้นน่าจะอยู่ในระดับ 7% โดยอัตรากำไรสุทธิของโครงการจะอยู่ที่ 3-4% มีกำไรจากธุรกิจก่อสร้าง 800-900 ล้านบาทต่อปี

ในปี 2566 นี้ CK มีโอกาสรับงานใหม่เพิ่ม จากโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ความชัดเจนน่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ของปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการศึกษา EIA

นอกจากนี้ กำไรจากเงินลงทุนของ CK ทั้งจากบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ซึ่ง CK เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 สัดส่วน 30% และจากบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ที่ถือหุ้น 32.37% สดใสมากขึ้น จะช่วยหนุนให้ผลกำไรของ CK ขยับขึ้นสู่หลักพันล้านบาทอีกครั้ง

หากพิจารณาด้านโอกาสของราคาหุ้น CK แล้ว บริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ 2 ราย ให้ราคาเป้าหมายในปี 2566 นี้ ระหว่าง 27.50-28 บาท หากเทียบกับราคาในกระดานก็ยังมีอัพไซด์เหลืออยู่

แต่ก็ต้องยอมรับว่า CK ยังมีความเสี่ยงในการรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นจากราคาวัสดุก่อสร้าง ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศภายหลังการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้งานใหม่ต้องล่าช้าออกไป

Back to top button