
AOT ราคาวิ่งคล้าย THAI
บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) วานนี้ราคาหุ้นขึ้นมาที่บริเวณแนวต้าน 55.75-56.00 บาท แต่ไม่ผ่าน ก่อนจะย่อลงมาแล้วปิด 53.00 บาท เท่ากับเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา
บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) วานนี้ราคาหุ้นขึ้นมาที่บริเวณแนวต้าน 55.75-56.00 บาท แต่ไม่ผ่าน
ก่อนจะย่อลงมาแล้วปิด 53.00 บาท เท่ากับเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา
AOT ราคาหุ้นได้ปรับขึ้นมาต่อเนื่องหลัง มีการประกาศว่า คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติรับรองผลการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอาการ ณ สนามบินต่าง ๆ ภายใต้การกำกับดูแล
นั่นคือ สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK), ดอนเมือง (DMK), ภูเก็ต (HKT), เชียงใหม่ (CNX) และ หาดใหญ่ (HDY)
การแก้ไขของสนามบินสุวรรณภูมิ คือ การเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (Minimum Guarantee: MG) แบบอิงจำนวนผู้โดยสารยังคงใช้ตามหลักเกณฑ์เดิม และจะคิดเป็นรายปี (เทียบเท่า 232.90 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งคนพร้อมอัตราเติบโตต่อเนื่องปีละ 5%)
ส่วนสนามบินอื่น ๆ ให้ยังคงตามเงื่อนไขเดิมทั้งหมด
และที่สำคัญ คือ การปรับขึ้นค่า PSC หลังคณะกรรมการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAB) มีมติเห็นชอบให้ปรับเพิ่มค่า PSC สำหรับผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศขึ้นเป็น 1,120 บาทต่อคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 390 บาทจากอัตราปัจจุบันที่ 730 บาทต่อคน
และการปรับนี้บังคับใช้กับสนามบินทั้งหกแห่งที่ AOT บริหารอยู่
หลังมีความชัดเจนต่อเนื่องดังกล่าว
นั่นทำให้บรรดานักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์หลายแห่ง ต่างปรับประมาณการ “รายได้” และ “กำไร” ของ AOT ขึ้นมา
เท่าที่สำรวจตรวจสอบล่าสุดนั้น ราคาเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ 63.00 บาท (บล.โกลเบล็ก)
บล.ทิสโก้ 47.00 บาท
บล.กสิกรไทย 53.00 บาท
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส 60.00 บาท
บล.บัวหลวง 56.00 บาท
บล.กรุงศรี 44.75 บาท
บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) 56.00 บาท
บล.ธนชาต 55.00 บาท
บล.ดาโอ 54.00 บาท
หากคำนวณหาค่าเฉลี่ยจาก 6 โบรกเกอร์ดังกล่าวจะได้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 54.50 บาท หรืออยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาปิดของ AOT ล่าสุด
คำถามคือว่า มีโอกาสไหมที่ราคาหุ้น AOT จะถูกดันขึ้นไปเพื่อเล่นในช่วงราคาด้านบนที่เคยไปแกว่งอยู่ในกรอบ 60.00-80.00 บาท อย่างเช่นเมื่อปี 2565–2566
คำตอบคือ “มีโอกาส”
แม้ว่าปัจจุบัน AOT จะมี พี/อี ที่ระดับ 41 เท่า และ P/BV สูงกว่า 5.78 เท่า
แต่ด้วยความที่หุ้น AOT ถูกมองว่าค่อนข้าง Monopoly (การผูกขาด) ทำให้ค่อนข้างเป็น “หุ้นเซฟโซน” ในด้านของผลประกอบการ โดยเฉพาะในพื้นที่ “นันแอร์โรว์” (Non-Aero) หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์รอบสนามบินภายใต้การดูแลของ AOT
กลับมาที่ราคาหุ้นของ AOT
เมื่อดูจากมาร์เก็ตแคปล่าสุดของ AOT จากราคาปิดวานนี้จะอยู่ที่ 757,142 ล้านบาท
ซึ่งแน่นอนว่า หุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ แล้ววอลุ่มเทรดโป่งขึ้นมา ซื้อขายมากสุด มีกลุ่มนักลงทุนสถาบันเท่านั้นที่สามารถดันราคาหุ้นบิ๊กแคปขึ้นมาขนาดนี้ได้ ภายใต้ในช่วงเวลาไม่กี่วัน
ในระยะสั้น เชื่อว่าบรรดากองทุนหรือนักลงทุนสถาบัน อาจจะขายทำกำไรกันออกมาบ้าง ทำให้ราคาหุ้นเกิดการ “พักฐาน” แต่ไม่เชื่อว่าพวกเขาจะขายทิ้งกันออกไปเลยซะทีเดียว เว้นแต่จะมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ และเข้าเงื่อนไขของกองทุนที่จะต้องปรับพอร์ตขายออก
ราคาหุ้นอาจจะเกิดการแกว่งตัวในกรอบราคาปัจจุบันไม่มากนัก
และหากราคามาหลุดแนวรับสำคัญ ก็มีแนวโน้มที่บรรดากองทุนอาจะพาราคาหุ้นขึ้นไปได้อีก คล้าย ๆ กับกรณีหุ้น “การบินไทย” หรือ THAI
ก่อนที่ราคาหุ้นจะถูกปรับเข้าสู่จุดเหมาะสมนั่นแหละ