
กฟผ.กับโจทย์ระบบไฟฟ้าใหม่
จากดีมานด์ไฟฟ้าเพื่อ Data Center มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้งระบบไฟฟ้าโลกและประเทศไทย ทำให้ศักยภาพ “ระบบสายส่ง” จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรองรับการเติบโตจากความต้องการไฟฟ้าตามเทรนด์ดังกล่าว
จากดีมานด์ไฟฟ้าเพื่อ Data Center มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้งระบบไฟฟ้าโลกและประเทศไทย ทำให้ศักยภาพ “ระบบสายส่ง” จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรองรับการเติบโตจากความต้องการไฟฟ้าตามเทรนด์ดังกล่าว
นั่นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของ “นรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สะท้อนวิสัยทัศน์ว่า กฟผ.ต้องเป็นมากกว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงของประเทศแต่ต้องปรับบทบาทเข้าสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าและเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากทิศทางพลังงานโลกที่มีความต้องการพลังงานหมุนเวียน เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและการขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050
โดยโครงการเร่งด่วน นั่นคือการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานทดแทนเพื่อการเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟให้กลุ่ม Data Center บนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มขึ้นอีก 1,750 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569
พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ที่กฟผ.มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์และเขื่อนกะทูน
การพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ที่สามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์
ส่วนแผนการดำเนินงานปี 2569 มีการตั้งงบลงทุนไว้ 22,000 ล้านบาท ที่เน้นนำไปใช้สำหรับขยายระบบส่งไฟฟ้ากว่า 10,000 ล้านบาท โรงไฟฟ้าใหม่เบิกจ่าย 1,300 ล้านบาท ส่วนงบที่เหลือใช้ในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าและซ่อมบำรุง
แผนลงทุนระยะยาวจะใช้งบลงทุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการขยายระบบส่งที่ต้องใช้งบลงทุน 200,000-300,000 ล้านบาท
พร้อมกันนี้กฟผ.มีแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาว 10-15 ปี จำนวน 1 ล้านตันต่อปี ขณะนี้มีผู้สนใจมากกว่า 20 ราย ที่จะเปิดประกวดราคาภายในปี 2569 มั่นใจว่าจะสามารถจัดหา LNG ต้นทุนต่ำกว่าราคามาตรฐานที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดไว้ ที่ผ่านมากฟผ.มีการนำเข้า LNG ระยะสั้นได้ราคาต่ำกว่าราคามาตรฐาน โดยปี 2569 คาดราคา LNG ตลาดโลกเฉลี่ย 11-12 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู
อีกหนึ่งพันธกิจกฟผ.คือการจัดหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจน มาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติ สัดส่วน 5% โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้ เรื่องการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมกฟผ.รวม 6 แห่ง (โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ, โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย, โรงไฟฟ้าบางปะกง, โรงไฟฟ้าน้ำพอง, โรงไฟฟ้าจะนะ) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการกฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพกฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
สำหรับภาระหนี้กฟผ. (เพื่อพยุงค่าไฟฟ้า) ล่าสุดลดลงเหลืออยู่ที่ 40,000 ล้านบาท จากเดิมสูงถึงกว่า 150,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายคืนหนี้ทั้งหมดภายในปี 2570 แม้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่าย แต่ช่วยให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกลง