พาราสาวะถี

ผลพวงจากการโอดครวญของ “บิ๊กเล็ก” พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อการที่ไม่มีประเทศไหนเข้าข้างไทย


ผลพวงจากการโอดครวญของ “บิ๊กเล็ก” พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อการที่ไม่มีประเทศไหนเข้าข้างไทย ไม่ประณามเขมรทั้งที่เป็นผู้รุกราน ลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดจนทหารไทยเสียขาไป 8 ราย เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึง การใช้บริการล็อบบี้ยิสต์สัญชาติอเมริกันของอีกฝ่ายได้ผล โดยเฉพาะความเอนเอียงที่แสดงออกผ่านความเห็นของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีผู้สุดโต่งของสหรัฐอเมริกา

ถามกันว่าแล้วทำไมประเทศไทยไม่จ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อการนี้บ้าง คำตอบอยู่ที่ว่าไม่จำเป็น เพราะประเด็นว่าด้วยความมั่นคงและการทหาร มันเป็นเรื่องที่ต้องสอดประสานกันในสองมิติคือฝ่ายกองทัพกับกระทรวงการต่างประเทศ ในการที่จะชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้กับประชาคมโลกได้รับรู้ ผ่านทุกช่องทางทั้งสื่อต่าง ๆ และองค์กรระหว่างประเทศ ที่ผ่านมาฝ่ายต่างประเทศได้ทำหน้าที่ส่วนนี้ตามศักยภาพ และขั้นตอนที่ควรทำ เพียงแต่ต้องให้เกิดภาพเชิงรุกมากขึ้นคือ การแถลงท่าทีตอบโต้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างแข็งขัน แข็งกร้าว และรวดเร็ว ไม่ว่าจะจากฝ่ายเขมร หรือผู้นำประเทศใดก็ตามที่กล่าวหา ให้ร้ายไทย

กรณีของผู้นำสหรัฐฯ ก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่เรื่องบอกว่าทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเป็นอุบัติเหตุ จนล่าสุดทะลึ่งชี้นำว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตีเขมรก่อน ลักษณะเช่นนี้กระทรวงการต่างประเทศ โดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะต้องแถลงข่าวหรือออกเป็นแถลงการณ์ตอบโต้ ท่าทีที่ไม่เป็นกลางเช่นนี้ของทรัมป์ให้หนักแน่น และต้องย้ำด้วยว่า ถ้ายังคงแสดงความเห็นในลักษณะชี้นำเช่นนี้ ไม่มีทางที่สันติภาพระหว่างสองประเทศจะเกิดขึ้นได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องหวั่นเกรงฝ่ายถือหาง หากยืนยันตามที่รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำเองว่า เราต้องมีจุดยืนของเรา เมื่อเป็นการถูกรุกราน และมีหลักฐานก็ต้องกล้าที่จะตอบโต้ฝ่ายถือหางพวกตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ

ขณะที่สถานการณ์การสู้รบจะคลี่คลายหรือไม่ ผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือจีบีซี ที่ด่านผ่านแดน บ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี จะเป็นตัวชี้วัด เพราะบิ๊กเล็กประกาศชัดแล้วว่า หากการคุยกันของคณะเลขาธิการทั้งสองฝ่ายไม่มีข้อสรุป หรือทางเขมรไม่ยินยอมตามที่ไทยเรียกร้อง จะไม่เดินทางไปลงนามในข้อตกลงให้เสียเวลา ที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขมรเก่งแต่การสร้างวาทกรรม เรียกร้อง ฟ้องชาวโลกให้เห็นใจ แต่การปฏิบัติไม่เคยทำตามคำพูดแม้แต่ครั้งเดียว

ยิ่งการประชุมครั้งนี้ทางฝ่ายไทยยกการ์ดสูง ตั้งเงื่อนไขที่จะต้องให้อีกฝั่งยอมรับ ยิ่งเป็นการเพิ่มระดับความยากที่จะหาจุดลงตัวได้ เรื่องแรก ให้ฝ่ายกัมพูชาประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะเป็นฝ่ายรุกราน แค่นี้ก็เดินต่อไปยังข้อต่อมาคือการหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง โดยมีผู้สังเกตการณ์ ได้ยากแล้ว ยังตบท้ายด้วยข้อเสนอ ให้เขมรต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจังและจริงใจ เห็นกันอยู่ว่าใครมันจะไปยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายวางระเบิด มันก็เหมือนการฮาราคีรี และ ประกาศให้โลกรู้ว่าเขมรได้ทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด

ยังไม่นับรวม 5 พฤติกรรมที่กองทัพย้ำว่า เขมรละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เคารพกติกาสากล ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างต่อเนื่องทั้งครอบครอง-ดัดแปลง-ใช้ทุ่นใหม่ ใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทางทหาร ใช้ชุมชนเป็นที่ตั้งยิงอาวุธหนัก และหลบหนีเข้าไปในชุมชนหลังยิงเสร็จ ใช้อาคารพลเรือนเป็นที่ตั้งทางทหาร และคลังอาวุธ และใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ทุกอย่างที่ทำล้วนแต่เป็นเรื่องชั่วช้าที่ไม่มีประเทศไหนยอมรับได้ แบบนี้แล้วคิดว่าวงเจรจายังจะมีข้อสรุปเพื่อนำไปสู่การหยุดยิงได้อย่างนั้นหรือ ยังไม่นับรวม การช่วงชิงความเป็นผู้นำในการโน้มน้าวให้สองประเทศหยุดยิงของจีนกับสหรัฐฯ อีก

ประกอบกับทางการเมือง หากสถานการณ์นี้ยังอยู่จะมีฝ่ายที่ได้เปรียบ ใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเพื่อโจมตีคู่แข่ง ที่เห็น ๆ และเริ่มเป็นประเด็นก็รายของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทยที่เริ่มมีกระแสว่าท่ามกลางการใช้กระแสชาตินิยมมาสร้างความนิยมทางการเมือง คนในเครือข่ายตระกูลชินวัตรจะตกเป็นเป้า ด้วยข้อกล่าวหาความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจฝั่งเขมร แต่ภายหลังเกิดความขัดแย้งเป็นชนวนให้เกิดการปะทะกันของสองประเทศขึ้นมา

เรื่องนี้ฟังคำตอบจากยศชนันต้องยอมรับว่าเรียนรู้การเมืองได้เร็ว โดยชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับคนสองตระกูลของสองประเทศ แต่มันมาจากความไม่พอใจของผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำของเขมรที่ไม่พอใจการปราบปรามสแกมเมอร์ในทุกรูปแบบ ซึ่งเริ่มดำเนินการเข้มข้นในยุคของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ต่างหาก ทำให้ปัญหาดังกล่าวลดลงได้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นการทำลายหัวใจสำคัญแหล่งรายได้หลักของอีกฝ่าย ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง

ท่วงทำนองแบบนี้ หากเพื่อไทยใช้งานเป็น จะช่วยเรียกคะแนนเสียงได้เพิ่มอีก ไม่เพียงเท่านั้นแคนดิเดตนายกฯ ตัวความหวังของพรรคนายใหญ่ ยังเรียกร้องด้วยว่า เรื่องชาตินิยมต้องไม่ใช่เรื่องพรรคใดพรรคหนึ่งเอามาล้อเล่น เพราะสำคัญและอ่อนไหวกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ทำเรื่อง SMEs สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมตัวทางการเมืองมาเป็นอย่างดี พร้อมจะสู้รบปรบมือกับเหล่าบรรดานักเลือกตั้งเขี้ยวลากดินทั้งหลาย

ส่วนพรรคตัวแทนอนุรักษ์นิยมอันดับ 1 อย่างภูมิใจไทย เป็นอันว่าจากเดิมที่วางแคนดิเดตนายกฯ ไว้ 3 คนก็เหลือแค่ อนุทิน ชาญวีรกูล คนเดียวตามคาด ใครจะไปโง่ปั้นให้คนอื่นมาแย่งเก้าอี้สำคัญของตัวเอง จึงมีการปรับแผนเป็นการชู เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะได้เป็นรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีคลังและพาณิชย์แน่นอนถ้าได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล พ่วงด้วยสีหศักดิ์ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ เหตุผลไม่ใช่เพราะมีการปฏิเสธข้อเสนอที่ทาบทาม รู้กันอยู่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น แผนทุกอย่างมันล็อกกันไว้หมดแล้ว โยนหินมาก่อนแล้วรอดูกระแส ยังพอมีเวลาขยับปรับแก้ได้อยู่ถ้าเสียงยี้มากกว่าขานรับ

อรชุน

Back to top button