หุ้นไทยที่พักเงิน!

ดูเหมือนคำพูดที่ว่า หุ้นไทยที่พักเงินกำลังเป็นเรื่องที่กูรูตลาดหุ้นให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีทั้งมิติที่เป็นบวก และมิติที่เป็นลบ


ดูเหมือนคำพูดที่ว่า หุ้นไทยที่พักเงินกำลังเป็นเรื่องที่กูรูตลาดหุ้นให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีทั้งมิติที่เป็นบวก และมิติที่เป็นลบ ซึ่งขึ้นอยู่กับเรื่องราวที่เข้ามากระทบเป็นเรื่องประเภทไหน? อีฉันถึงอยากเปิดหัวด้วยเรื่องดี ๆ ก่อนจะไปอัพเดทเรื่องร้อนที่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่นักการเมืองทุกฝ่ายต้องเทหมดหน้าตัก เพื่อโกยคะแนนเสียงให้ได้มากสุดพะยะค่ะ

สำหรับประเด็นที่ส่งผลโดยตรงกับหุ้นไทย น่าเป็นเรื่องทุนต่างชาติโยกเงินจากตลาดหุ้นอินโดฯ มาที่ตลาดหุ้นไทย ซึ่งที่ผ่านมาถูกสำทับด้วยแรงซื้อฝรั่งที่เข้ามาเยอะขึ้น หลังมีการขายทำกำไรออกไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเหตุผลตรงนี้ทำให้ผู้รู้หลายรายเชื่อว่า ฝรั่งจะเข้ามาลุยซื้อหุ้นจนดัชนีดัชนีทะลุแนวต้านสำคัญ 1,400 จุด ซึ่งเป็นเรื่องที่อีฉันรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากนะจะบอกให้

ถึงกระนั้นอย่าลืมว่า ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยไม่ได้อินกับบางพรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล (ไม่อยากเอ่ยชื่อ เดี๋ยวจะหาลำเอียง) “โมนิก้า” จึงมองการกลับมายืนเหนือระดับ 1,330 จุดเป็นวันที่ 3 ก่อนจะปิดวันไปที่ระดับ 1,346.23 จุด ลบไป 0.31 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.74 หมื่นล้านบาท มันคือภาพของการเอาเงินมาพักไว้ในหุ้นหลายตัว ก่อนจะใส่กันสุดซอยเมื่อโฉมหน้ารัฐบาลใหม่เป็นเหมือนที่นักเล่นหุ้นคาดหวังเจ้าค่ะ

ประเด็นข้างต้นสังเกตง่าย ๆ ได้จากหุ้นใหญ่หลายตัวสามารถยกฐานสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งผิดกับตอนเลือกตั้งใหญ่ครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนั้นตลาดหุ้นไทยผันผวนขาลงเป็นเวลานาน แถมตอนที่ได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเต็มตัว ตลาดหุ้นไทยก็ไม่ตอบรับการมาของคนในรัฐบาลที่ดูแลเศรษฐกิจ อีฉันเลยอยากให้นักเล่นประเมินข้อมูลที่อีฉันนำมาเล่าให้ฟังตอนนี้..มันจริงไหม?

จุดที่เป็นไฮไลต์สำหรับการเล่นหุ้นทุกครั้งคือ หุ้นแบงก์มักมาก่อน และหลังเลือกตั้งเป็นประจำ ซึ่งเป็นผลมาจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายรัฐ และทุกครั้งที่มีการคลอดนโยบายใหม่ ๆ ออกมาทีไร! หุ้นแบงก์ก็รับอานิสงส์ก่อนใครเพื่อน..ถัดมามักเป็นกลุ่มท่องเที่ยวที่รับผลดีจากการกระตุ้นให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้มีหุ้นหลายตัวที่เริ่มขยับแรงแล้วนะจ๊ะ

ส่วนหุ้นกลุ่มนิคมฯ อาจติดโผหุ้นเด้งเหมือนกัน แต่กลุ่มนี้ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพราะตัวชี้วัดไม่ได้มากจากลมปากหวาน ๆ แต่ต้องดูยอดขายที่ดินเป็นไปตามเป้าขนาดไหน? รวมทั้งต้องดูความสามารถของรัฐบาลที่จะชักจูงให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในไทยได้เยอะขนาดไหน? ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนมองข้ามไทย และหันไปลงทุนเวียดนามกันเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามาถรัฐบาลใหม่นะออเจ้า

ส่วนประเด็นร้อนที่มีการออกมาแฉรอบใหม่ คงเป็นเรื่องเช็คสั่งจ่ายที่ออกโดยหมอบุญ ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึง บล.คิงส์ฟอร์ด กลายเป็นเรื่องร้อนที่ผู้คนในตลาดหุ้นออกมาเม้าท์มอยกันอย่างหนัก แต่สำหรับอีฉันกลับมองว่า โบรกเกอร์ให้พนักงานที่พัวพันกับเรื่องฉ้อโกงดังกล่าวพ้นสภาพไปแล้ว! รวมทั้งค่าที่ปรึกษาก่อนหน้านี้ ก็เป็นดีลที่เกี่ยวกับการซื้อบริษัทถุงมือยางในช่วงที่โควิดระบาด ซึ่งเป็นคนละช่วงกันเลย..จริงเท็จอย่างไร ลองไปคิดกันดูนะคะ

เช่นเดียวกับการประโคมข่าวบนโลกออนไลน์ที่มีการพูดถึง “อดีตนายกฯ” กับ “ทุนเทา” รวมถึง “บ.พลังงาน” เพื่อช่วยกันเติมกระสุนในช่วงโค้งสุดท้ายพันล้านก่อนเลือกตั้ง “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่ฟังแล้วมีอารมณ์คล้อยตามสุด ๆ แต่สุดท้ายจะเป็นจริงเหมือนที่เม้าท์กันหรือไม่?  อีฉันคงบอกได้แค่ว่า วันที่ 8 ก.พ. จะเป็นวันตัดสินว่า “กระแส” กับ “กระสุน” อันไหนจะเข้าวิน…อิอิอิ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button