
‘ไพบูลย์’ จี้รัฐฯ ใหม่เร่งออก-ปรับเงื่อนไข TISA
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ถือเป็นบุคคลแรก ๆ ของวงการตลาดทุนไทยที่ศึกษาและนำเสนอแนวคิดให้เกิด TISA
เส้นทางนักลงทุน
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ถือเป็นบุคคลแรก ๆ ของวงการตลาดทุนไทยที่ศึกษาและนำเสนอแนวคิดให้เกิด “บัญชีการออมเพื่อการลงทุน” หรือ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นรายตัว หรือกองทุน ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการออมระยะยาว
ล่าสุดภายหลังการเลือกตั้งของไทยแล้วเสร็จ และมีความชัดเจนว่า “พรรคภูมิใจไทย” จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้รับคะแนนเสียงจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพจะเข้ามาดูแลรับผิดชอบกระทรวงเศรษฐกิจหลัก ๆ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” จึงไม่รอช้าโดยเรียกร้องให้เร่งแจ้งเกิด TISA และต้องการให้ปรับปรุงการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เสียใหม่เพื่อจูงใจนักลงทุน
สิ่งที่ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” เสนอมี 5 ข้อ คือ 1. ให้วงเงินลงทุน TISA 500,000 บาทต่อปีที่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ 2. ในช่วง 2 ปีแรก ให้เพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 300,000 บาท เพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมอีก
3.สามารถลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือ ลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG 4. ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG และ 5. ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม โดยสามารถสลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก
ก่อนหน้าที่จะมีการยุบสภาเมื่อปลายปี 2568 เพื่อเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีแนวโน้มว่าเงื่อนไขของ TISA จะเป็นการกำหนดวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดรวมไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี (รวม RMF, PVD) โดยแบ่งตามรายได้ ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี จะลดหย่อนได้ 1.3 เท่าของเงินลงทุนจริง
หากรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้ 0.7 เท่า มีระยะเวลาถือครองอย่างน้อย 5 ปี หรือขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปี ซึ่งสินทรัพย์ที่ลงทุนได้จะเป็นหุ้นไทยรายตัว, ETF, กองทุนรวมที่ไม่รวม DR และนักลงทุนสามารถถือครองบัญชีได้คนละ 1 บัญชี
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” เชื่อว่า TISA จะสามารถต่อยอดเม็ดเงินในประเทศ ดึงเม็ดเงินจากคนรุ่นใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุนหุ้นไทยมากขึ้นจากปัจจุบันสภาพคล่องล้นโลก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ที่มีแนวโน้มว่าจะมีเสถียรภาพมากที่สุดในรอบหลายสิบปี จำเป็นต้องหาทางแก้ไขให้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งระดมทุนที่ดีของประเทศ เนื่องจากสภาพที่เกิดขึ้นขณะนี้ทั้งภาคธุรกิจ-ภาคเอกชน และภาคครัวเรือนมีหนี้สูงมากจากการกู้ยืม
ความเปราะบางของตลาดหุ้นไทยในอดีตท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้า เป็นปัจจัยลบทำให้ต่างชาติยังไม่กล้าเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง แต่เมื่อมีรัฐบาลใหม่ที่มั่นคง ทีมเศรษฐกิจทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นน่าจะกลับมาฟื้นตัว เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นจะเป็นการซื้ออนาคต
หากรัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าผลักดันนโยบายระยะยาว มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ, เพิ่มศักยภาพของภาคการผลิตและภาคการเกษตร เน้นใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย, ส่งเสริมการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร ตลอดจนใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่
“วันนี้ทั้งรัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงาน ก.ล.ต. จะต้องช่วยกันทำให้ตลาดทุนและตลาดหุ้นไทยกลับมาให้ได้ ซึ่ง TISA ก็จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะนำมาช่วยแก้ไขปัญหาให้จบ
หากสภาพตลาดดี หุ้น IPO ที่มีจ่อจะเข้าตลาดอยู่แล้วพอสมควรก็จะกลับมา เมื่อตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น คนก็จะกล้าซื้อหุ้น IPO การกำหนดราคาขายก็สามารถตั้งสูงขึ้น
สำหรับเงินต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยขณะนี้ไม่ใช่เงินร้อน แต่ก็เป็นเงินที่พร้อมจะออกไปได้ตลอดเวลาหากรัฐบาลไม่มีความพร้อมที่จะเอาจริงเอาจัง ยังไม่สามารถทำให้ตลาดหุ้นฟื้นกลับมา และสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้” ไพบูลย์ นลินทรางกูร กล่าว
ทั้งนี้หากรัฐบาลใหม่เดินหน้าผลักดันนโยบาย 10+ ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ รวมทั้งพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส น่าจะสร้างอัพไซด์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) มาที่ 1.8% จากเดิมมองที่ 1.6% ได้
หากรัฐบาลเร่งนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง ทั้ง “หนี้สูง-ออมต่ำ-ผลิตภาพต่ำ” และเดินหน้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ จะสามารถใช้ตลาดทุนให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมาก และมีลุ้นอย่างมากที่ในปี 2569 นี้ จะเห็นดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งชนเป้าหมาย 1,500 จุด

