
Sell in May ท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์
ปรากฏการณ์ Sell in May and Go Away หรือความเชื่อว่า “นักลงทุนควรเทขายหุ้นเดือนพฤษภาคมเพื่อลดความเสี่ยง” กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงกันมากช่วงปี 2569
ปรากฏการณ์ Sell in May and Go Away หรือความเชื่อว่า “นักลงทุนควรเทขายหุ้นเดือนพฤษภาคมเพื่อลดความเสี่ยง” กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงกันมากช่วงปี 2569 เมื่อสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์เดือนนี้ “ไม่ปกติ” ดั่งเช่นเคยเป็นมา ด้วยปัจจัยลบที่ซับซ้อนและมิอาจคาดเดา หรือประเมินด้วยหลักการลงทุนแบบเดิมได้
หัวใจสำคัญทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยสั่นคลอน คือ ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นแรงและรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนหรือเส้นค่าเฉลี่ยในกราฟหุ้น แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจระดับผู้นำประเทศที่พร้อมจะพลิกผันได้ตลอดเวลา
ด้วยการที่สหรัฐพยายาม “ปิดภารกิจ” เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ กลายเป็นดาบสองคม ที่นักลงทุนหวาดกลัว หากสถานการณ์บานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ภาวะการลงทุนทั่วโลกจะเข้าสู่โหมด Risk-off ทันที นั่นหมายถึงการที่เงินทุนจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือเงินสด
สิ่งที่น่าสนใจคือแม้จะมีข่าวร้ายรุมเร้า แต่ดัชนีหุ้นไทย สามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1,500 จุด ได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่เคยเกิดปรากฏการณ์ Circuit Breaker ดิ่งลงกว่า 100 จุด จากวิกฤติอิหร่านก่อนหน้านี้ FETCO มองว่า การฟื้นตัวครั้งนี้มี “ฐานที่แน่นกว่า” ครั้งก่อน เพราะเป็นการปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มนิ่ง และแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
นอกจากนี้ ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา หุ้นไทยสร้างผลงานอย่างโดดเด่น โดยขยายตัวประมาณ 3% สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก สะท้อนให้เห็นว่า บนความผันผวนยังมีเม็ดเงินไหลเข้าหาตลาดที่มีการประเมินมูลค่า (Valuation) ที่เหมาะสมและมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน
ท่ามกลางความไม่แน่นอน FETCO แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยหยิบยกแนวทางของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เน้นการถือเงินสดในปริมาณมาก เพื่อรอจังหวะ “ปลอดภัย” มากกว่าการฝืนกระแสลมแรง สำหรับใครที่มีกำไรจากสินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่น ทองคำหรือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี คำแนะนำที่ชาญฉลาดคือ “การขายคืนเงินต้น” แล้วถือต่อเฉพาะส่วนที่เป็นกำไร (Run Profit) เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
อย่างไรก็ตาม มีทางรอดในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะกลุ่ม AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของ Data Center ทั่วโลก โดยเห็นได้จากผลประกอบการของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้คือ Real Trend ที่จับต้องได้ท่ามกลางหมอกควันของสงคราม
มองไปข้างหน้าสิ่งที่ต้องจับตามองคือมาตรการจากรัฐบาลและ FETCO เตรียมผลักดันโครงการ TISA (Thailand Investment Strategy Alliance) และการนำบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI เข้าสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนช่วงกลางเดือน มิ.ย.69 รวมถึงประสิทธิภาพของเงินกู้กระตุ้นเศรษฐกิจที่จะต้องสร้างการเติบโตระยะยาวให้ได้จริง.!!
แม้ดัชนีหุ้นไทยจะดูเหมือนยืนได้อย่างมั่นคง แต่ “คลื่นใต้น้ำ” จากความขัดแย้งระดับโลกยังเป็นปัจจัยที่ประมาทไม่ได้ นักลงทุนควรเน้นการรักษาเงินต้น มีวินัยในการตัดขาดทุน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะสมรภูมิตลาดทุนปี 2569 ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่ทำกำไรได้สูงสุด แต่คือผู้ที่รู้จักถนอมตัวช่วงวันที่มรสุมพัดผ่านแรงสุดนั่นเอง..!?
