เรื่องแปลกหุ้นไทย

ก่อนอื่นต้องยอมรับกันตามตรงว่า แรงขับเคลื่อนที่ทำให้ดัชนีฝ่าแนวต้านสำคัญขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นผลมาจากคะแนนเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยสามารถเบียดแซงพรรคคู่แข่งจนชนะขาดลอย


ก่อนอื่นต้องยอมรับกันตามตรงว่า แรงขับเคลื่อนที่ทำให้ดัชนีฝ่าแนวต้านสำคัญขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นผลมาจากคะแนนเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยสามารถเบียดแซงพรรคคู่แข่งจนชนะขาดลอย ซึ่งทำให้เงินทุนต่างชาติไหลบ่าเข้ามาในหุ้นไทยเป็นจำนวนมากในเดือน ก.พ. จนดัชนีวิ่งขึ้นจากระดับ 1,300 จุดอย่างร้อนแรง ก่อนจะขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,500 จุดอย่างแข็งแกร่งไงล่ะคะ

ที่สำคัญอย่าลืมว่า DELTA คือหุ้นที่ทุกคนฟันธงว่าเป็นแกนหลักที่ทำให้ดัชนีมาได้ไกลขนาดนี้ รวมทั้งวานนี้ที่ดัชนียืนปิดในระดับ 1,533.64 จุด บวกไป 17.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.76 หมื่นล้านบาท ก็เป็นผลมาจากหุ้นตัวนี้ช่วยดันดัชนีขึ้นมา 10 จุด ทั้งที่ตัวเองก็ขึ้นเครื่องหมาย XD แต่นักเล่นก็ไม่สนใจอะไรเลย จึงกลายเป็นเรื่องที่แปลกมาก ๆ ที่หุ้นพุ่งสวนขึ้นมาปิดที่ระดับ 277 บาท บวกไป 11 บาท หรือขึ้นไป 4.14% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.20 พันล้านบาทพะยะค่ะ

ประเด็นถัดมาที่น่าสนใจก็คือการควักเงิน 374 ล้านบาทของเจ้าบุญทุ่ม BYD เพื่อดำเนินการเทกโอเวอร์ “บล.คิงส์ฟอร์ด” สร้างความงุนงงให้กับผู้คนในแวดวงตลาดหุ้นมากพอสมควร เพราะเป็นที่รับรู้กันมาระยะหนึ่งว่า ธุรกิจโบรกเกอร์กำลังอยู่ในช่วงถดถอย บรรดามาร์เก็ตติ้งตกงานเป็นจำนวนมาก จึงเกิดคำถามตามหลังมารัว ๆ ว่า ดีลดังกล่าวสร้างแวลูให้กับคนที่ซื้อขนาดไหนเจ้าคะ

เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดอีฉันก็เห็นว่า ในฝั่งของคนซื้อมีมาร์เก็ตแชร์แค่ระดับ 0.59% ส่วนในฝั่งคนขายมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ระดับ 5.32% เมื่อรวมเข้าด้วยกันจะมีมาร์เก็ตแชร์เกือบ 6% พร้อมกับดันตัวเองขึ้นไปติดอยู่ใน TOP5 โบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากสุดของประเทศไทย แถมสิ่งที่พ่อบุญทุ่มจะได้รับพร้อมกันนั้นก็คือคำสั่งซื้อขายจากนักลงทุนสถาบันแบบนี้..ก็แฮปปี้ซิคะ

ส่วนอีกเรื่องที่ทำให้ “โมนิก้า” เกิดอาการงงไม่แพ้กัน คงมองไปที่หุ้น JTS เพื่อชี้ให้เห็นการพุ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ 77.25 บาท บวกไป 14 บาท หรือขึ้นไป 22.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 406 ล้านบาท ทั้งที่กำไรปี 68 ทำได้ไม่ถึงสิบล้านบาท ผนวกกับราคาที่เห็นวันนี้เป็นการเทรดบน PE ที่ระดับ 6,214 เท่า ซึ่งเป็นการฉีกทุกกฎที่อีฉันร่ำเรียนมา แถมตลาดคริปโตฯ ที่เทรดกันทุกวันนี้ ก็ไม่คึกคักเหมือนก่อนหน้า..มันแปลกไหมล่ะคะ

เรื่องแปลกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะมีการจับมือของบริษัทต่าง ๆ เพื่อช่วยกันยกระดับธุรกิจขึ้นไปอีกขั้น โดยเที่ยวนี้เป็นมีทั้ง SAK ซึ่งเป็นเจ้าพ่อลีสซิ่งที่โด่งดังภาคเหนือตอนล่าง และยังมี NTF ซึ่งเป็นเจ้าพ่อล้งผลไม้รายใหญ่ของประเทศไทย พ่วงด้วยบริษัทนอกตลาดอย่าง  KPP ซึ่งมีสโลแกน “คัดแป๊ะ แพ็คปัง” เข้ามาร่วมด้วยกันอีกหนึ่งแรง อีฉันเลยอยากติดตามดูว่า การร่วมทุนครั้งนี้จะว้าวขนาดไหน?

เช่นเดียวกับในรายของ NETBAY ก็ทำผลงานปี 68 ออกมาอย่างยอดเยี่ยม และยังมีการจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 1.20 บาท (XD 6 พ.ค. นี้ โดยบริษัทมีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.40 บาท คงเหลือจ่ายอีก 0.80 บาท) เหตุไฉนจึงถูกขายแบบไม่ดูดำดูดี จนราคาหุ้นร่วงลงมาปิดที่ระดับ 21.10 บาท ลบไป 3.20 บาท หรือลงไป 13.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 308 ล้านบาท มันทำให้อีฉันไปไม่ถูกจริง ๆ หรือเสี่ยใหญ่คนนั้นถอนตัว..ใครรู้ช่วยตอบหน่อยค่ะ

ปิดท้ายกันที่เรื่องเซอร์ไพรส์สุดๆ เมื่อคนขายไก่ขายหมูอย่าง TFG ประกาศอย่างเป็นทางการว่า มีแผนเปิดร้านกาแฟในร้านช้อปของตัวเองประมาณ 300 แห่ง หรือประมาณครึ่งหนึ่งจากร้านที่มีอยู่กว่า 600 แห่งแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นการต่อยอดที่เหนือเมฆจริง ๆ และทำให้สมรภูมิกาแฟเดือดขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน แถมทุกวันนี้ก็มีร้านกาแฟทั่วทุกมุมถนนไปหมดแล้ว เลยต้องตามดูว่า ใครจะถูกแย่งลูกค้าหนักสุด..อิอิอิ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button