
เงินกำลังจะไหลมา
การเลือกตั้ง 69 ที่รุ่งริ่ง ล่อแหลมเหลือเกินว่าจะเป็นการเลือกตั้งสกปรก ไม่อาจจะหยุดยั้งความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลได้
การเลือกตั้ง 69 ที่รุ่งริ่ง ล่อแหลมเหลือเกินว่าจะเป็นการเลือกตั้งสกปรก ไม่อาจจะหยุดยั้งความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลได้ ในเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองสส.เขตจำนวน 396 รายออกมาแล้ว
โฉมหน้ารัฐบาล จะเป็นน้ำเงิน-แดง-จิ๋ว ไม่มีเขียว คงได้เห็นกันเร็ววันนี้ จากนี้ไปขั้นตอนต่าง ๆ คงจะเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วล่ะ ส่วนคดีความกกต.ที่ถูกฟ้องร้องกันยุบยับตามศาลต่าง ๆ ก็คงจะไม่ส่งผลกระทบอะไรกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
กกต.ก็คงขาวจั๊วะ หลุดได้ทุกคดี แถมได้รับตราประทับว่าจัดการเลือกตั้งได้บริสุทธิ์ ยุติธรรม และรักษาความลับการลงคะแนนได้เป็นอย่างดีอีกต่างหาก
ในโลกแห่งความยุติธรรมกับในโลกแห่งความเป็นจริง ก็มักจะเดินสวนทางกันเช่นนี้แหละ ไม่มีอำนาจใดจะมาหยุดยั้งการจุติของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ ตลาดหุ้นที่ขานรับผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะขาดลอย ก็คงทะยานพุ่งต่อไปอีก
ตลาดหุ้นชอบความชัดเจน และชอบการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
เสร็จเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ปุ๊บ เปิดมาวันจันทร์ หุ้นเริงร่าทะยานขึ้นถึง 46 จุด มูลค่าซื้อขายกว่า 1.02 แสนล้านบาท จนมีการตั้งฉายาผู้จัดการตลท.คนปัจจุบันว่า “กวางแสนล้าน” ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นวันนั้นถึง 16,535 ล้านบาท
เฉพาะเดือนนี้เดือนเดียว (1-25 ก.พ.) เงินต่างชาติไหลเข้าสุทธิตลาดหุ้นไทยรวมทั้งสิ้น 5.2 หมื่นล้านบาท
ประเทศไทยขณะนี้มีปัจจัยดีสนับสนุนทั้งภายนอกและภายในหลายประการ 1)ศาลสูงสหรัฐฯสั่งเบรกการขึ้นภาษีตอบโต้บ้าระห่ำของทรัมป์ อย่างเลวร้ายที่สุด ก็คงเก็บได้แค่ 15% ซึ่งต่ำกว่าภาษีเรียกเก็บจากไทย 19%ในขณะนี้
2)มอร์แกน สแตนเลย์ เตรียมปรับลดน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นอินโดเนเซีย ซึ่งเป็นที่คาดว่า จะทำให้มีเม็ดเงินต่างชาติกระจายมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น 3)ล่าสุดคือการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.5% เหลือ 1.0% และ 4)ปัจจัยการเมืองไทยที่มีเสถียรภาพดังที่ว่า
แนวคิดและนโยบายของว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนหนึ่ง ที่ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจและการลงทุน ผ่อนคลาย
ในแนวคิดดร.เอกนิติ จะฝ่ามรสุมเศรษฐกิจด้วยยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” 1)การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว มุ่งพลังงานสะอาด 2)ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล และ 3)ปฏิรูปกฎหมายแบบรอบด้าน (Omnibus Law) เพื่อปลดล็อกการลงทุน
ดร.เอกนิติยกตัวอย่างว่า ขณะนี้มียอดคำขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนคงค้างจากปีก่อนมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท หากแปรคำขอนี้เป็น FDI ทำให้มีการลงทุนจริงประมาณ 9 แสนล้านบาท ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเป็นอันมาก
ในด้านของตลาดทุน ดร.เอกนิติมองตลาดหุ้นเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่น และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว โดยใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางหลักในการระดมทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่
ขณะเดียวกันก็จะส่งเสริมการจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิต เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ใหม่ของตลาดทุนไทย
ดร.เอกนิติ ไม่เน้นมาตรการประชานิยม แต่ให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายตรงจุด และใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บนพื้นฐานสถานะการคลังที่ยังแข็งแกร่งของไทย
ฟังเช่นนี้ สถาบันจัดอันดับของโลกคงพอใจ เงินจะไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยแน่นอน