
SET ยังผันผวน…รับวิกฤติพลังงานและ Supply Shortage
INVX มองว่าในภาวะปัจจุบันที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ทำให้ Fed กำลังเผชิญกับ inflation shocks ซ้อนกันสองชั้น
INVX มองว่าในภาวะปัจจุบันที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ทำให้ Fed กำลังเผชิญกับ inflation shocks ซ้อนกันสองชั้น ชั้นแรก คือ tariff-driven inflation ที่ยังไม่จางหาย และชั้นที่สอง คือ energy shock จากสงคราม ทั้งสองปัจจัยเป็น supply-side ที่นโยบายการเงินจัดการได้ยาก แต่หากปล่อยให้ลากยาวจนฝังใน inflation expectations แล้ว ต้นทุนในการแก้ไขจะสูงกว่ามาก Powell ที่ปฏิเสธจะใช้แนวทาง look through จึงเป็นสัญญาณชัดว่า Fed ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะนี้ เมื่อประกอบกับ Dot plot ที่กรรมการ 7 จาก 19 ราย มองว่าไม่ควรลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ และ distribution กระจุกตัวในฝั่ง hawkish มากขึ้น INVX จึงมองว่า โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยได้จริงในปี 2026 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ median จะยังชี้ไปที่ 1 ครั้ง แต่ median นั้นอยู่บนขอบและ bar สำหรับการลดดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อย ๆ
สัญญาณที่ Hawkish ของ Fed ทำให้ตลาด OIS มองโอกาสการลดดอกเบี้ยของ Fed ทั้งปี 2026 ลงอย่างมีนัยเหลือต่ำกว่า 1 ครั้ง จาก 2 ครั้ง ในการประชุม FOMC เดือน ม.ค. โดย INVX มองว่าโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ลดลงอย่างมีนัยตามสงครามที่ยังยืดเยื้อ และหากสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลายจนราคาน้ำมันยืนเหนือ $100 อย่างต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ที่ Fed จะไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ หรือแม้แต่ต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย จะกลายเป็น scenario ที่เป็นไปได้มากขึ้น
ส่วนตลาดหุ้นไทย InnovestX มองว่า ระยะสั้น SET จะแกว่งตัวไซด์เวย์และผันผวนสูง โดยตลาดยังคงอยู่ในภาวะ Risk-off และให้น้ำหนักกับวิกฤติในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการยกระดับโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในกลุ่มประเทศ GCC ได้ทำให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ $100 ต่อบาร์เรล ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมันปรับขึ้น แต่กำลังสร้างความกังวลเรื่อง Supply Shortage และอาจจุดชนวนให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงรอบใหม่ทั่วโลกสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (Stagflation) ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่คาดและส่งผลกดดันต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน ส่วนการเมืองในประเทศ กรณีศาล รธน. มีมติ 6:3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด มองตลาดให้น้ำหนักลดลง เพราะกลไกการบริหารจัดการภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อได้ กลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นจึงแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เน้นถือเงินสดเพิ่มขึ้น (Cash is King) และลดสัดส่วนหุ้นที่อ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงาน มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง หรือ ค่าเงินบาทอ่อน อาทิ ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว และรพ. ระดับบน ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น (PTTEP) โดยตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อกกำไรไว้เสมอ หากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองวิกฤติเป็นโอกาส แนะนำ Selective Buy เน้นไปที่การรักษาอำนาจซื้อหรือป้องกันความมั่งคั่งไม่ให้ลดลงตามค่าเงินที่เสื่อมถอยและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเพื่อรับมือ Stagflation โดยแนะนำให้ทยอยแบ่งไม้สะสมใน 3 ธีม ดังนี้
- หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ KTB, KTC, KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP และ TLI
- หุ้น High Pricing Power ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้กับลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าจำเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย รวมทั้งมีความเสี่ยงจำกัดต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ ADVANC, TRUE, CPALL, CPAXT, BJC, BEM, CHG, BCH และ PTTEP
- หุ้นส่งออกที่ได้อานิสงส์จากบาทอ่อนค่าและมาตรการภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐฯ ลดลงเหลือ 10% จากเดิม 19% ทำให้มีต้นทุนภาษีลดลง ช่วยหนุนมาร์จิ้นให้กว้างขึ้น ได้แก่ TU, ITC, DELTA และ HANA
นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล
ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team
บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX