
SCAP รุกหนัก “ล็อกโฟน” กางแผนดันพอร์ตสิ้นปี 10% คุม NPL ต่ำ 3%
SCAP กางแผนธุรกิจปี 69 ดันสินเชื่อล็อกโฟนแตะ 10% ของพอร์ต ปล่อยเดือนละ 200-300 ลบ. คุม NPL ต่ำ 3% พร้อมย้ำเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยังเป็นแกนหลัก มั่นใจรับมือหนี้ครัวเรือนได้
นางสาวธิดา แก้วบุตตา นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) หรือ SCAP เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ว่า บริษัทตั้งเป้าหมายผลักดันสัดส่วนสินเชื่อล็อคโฟน (Lock Phone) ให้เติบโตแตะระดับ 10% ของพอร์ตสินเชื่อรวมภายในสิ้นปี 2569 และคาดหวังในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า จะขยับสัดส่วนขึ้นเป็น 15-25% ของพอร์ตรวม โดยปัจจุบันบริษัทมียอดปล่อยสินเชื่อประเภทนี้เฉลี่ย 200-300 ล้านบาทต่อเดือน มีอัตราดอกเบี้ยรับอยู่ที่ 25-30% และกำหนดอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ที่ระดับ 60-70%
สำหรับกลยุทธ์การขยายตลาดสินเชื่อล็อคโฟน บริษัทมองเห็นโอกาสจากขนาดตลาดมือถือที่ใหญ่ถึง 10-17 ล้านเครื่องต่อปี แม้บริษัทจะไม่มีช่องทางจำหน่ายของตนเอง แต่มองว่าเป็นข้อดีที่ทำให้ไม่ต้องรับภาระต้นทุนสต็อกสินค้า โดยมุ่งเน้นจับมือกับพันธมิตรร้านค้า ปัจจุบันร่วมมือแล้ว 6-8 แบรนด์ และมีแผนขยายให้ครอบคลุมทุกแบรนด์หลัก เช่น OPPO, Vivo และ Xiaomi เพื่อกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งนี้ บริษัทสามารถควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อล็อคโฟนให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา และมีเป้าหมายบริหารจัดการไม่ให้เกิน 3%
ขณะที่แนวโน้มต้นทุนทางการเงินของบริษัทปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับลดลงประมาณ 1.80% ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง และการที่บริษัทได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือเป็นระดับ A- สะท้อนได้จากต้นทุนการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ที่ลดลง อาทิ หุ้นกู้อายุ 2 ปี ดอกเบี้ยลดลงจาก 4.50% เหลือ 2.75% และอายุ 3 ปี ลดลงจาก 4.90% เหลือ 3.10% ซึ่งช่วยสนับสนุนให้อัตรากำไรสุทธิสามารถรักษาระดับเป้าหมายที่ 25-30% ได้
ด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะผลขาดทุนจากการขายรถยึด มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและมีการปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในไตรมาส 2 จนถึงสิ้นปีอาจมีผลขาดทุนส่วนนี้เพิ่มขึ้นบ้าง แต่จะไม่กลับไปสูงถึงระดับร้อยล้านบาทเหมือนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางด้านการตั้งสำรองหนี้ (ECL) บริษัทจะรักษาระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 1 เป็นเกณฑ์มาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จะยังคงเป็นธุรกิจหลักของ SCAP ต่อไป โดยวางเป้าหมายการเติบโตที่ 5-10% และคาดว่าในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าจะยังคงมีสัดส่วนราว 70-75% ของพอร์ตสินเชื่อรวม บริษัทยังคงคิดอัตราดอกเบี้ยตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระดับ 23% และเน้นบริหารจัดการค่าคอมมิชชั่นของตัวแทนจำหน่ายให้ลดลงอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
ทางด้านคุณภาพหนี้ บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดด้วยการปรับโครงสร้างพอร์ตและเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมาตลอด 2-3 ปี มีการกำหนดเงินดาวน์ 10-30% เพื่อลดความเสี่ยง ทำให้ปัจจุบัน NPL เกิดใหม่มีจำนวนน้อยลง ส่วนตัวเลข NPL รวมที่เห็นว่าขยับขึ้นจาก 4.24% เป็น 5.44% นั้น เกิดจากฐานสินเชื่อรวมลดลง แต่ในเชิงมูลค่า (Absolute Number) บริษัทยังควบคุมได้ตามแผน ส่วนนโยบายการตัดหนี้สูญจะดำเนินการเฉพาะกรณีที่ลูกค้าหายตัวหรือไม่สามารถติดต่อได้เท่านั้น พร้อมกันนี้ บริษัทยังมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม (Top-up) ให้ลูกค้าประวัติดีในสัดส่วน 10-20% เพื่อรักษาฐานลูกค้า
นอกจากนี้ การจัดทำงบการเงินในไตรมาส 1 เป็นเพียงการจัดประเภทรายการใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเกณฑ์ของ ธปท. ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อกำไรสุทธิ สำหรับปัจจัยท้าทายด้านมหภาค เช่น หนี้ครัวเรือน ภัยแล้ง และสถานการณ์สงคราม บริษัทประเมินว่าการล้างพอร์ตอย่างต่อเนื่องทำให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ประกอบกับมีเครือข่ายพนักงานทั่วประเทศที่พร้อมดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ส่วนประเด็นการพิจารณาจ่ายเงินปันผล จะขึ้นอยู่กับการประเมินของคณะกรรมการบริษัทตามผลประกอบการในอนาคต
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 420.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,461.96 ล้านบาท จากพอร์ตลูกหนี้คงค้างที่ 25,624.69 ล้านบาท สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ธุรกิจใหม่อย่าง Locked Phone ที่สร้างผลกำไรโดดเด่น และการควบคุมต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

