
‘วิกฤตอ่าวอาหรับ’ สะท้านธุรกิจท่องเที่ยว.!
สำนักงานที่ปรึกษาด้านการบินชั้นนำ อย่าง Alton และ Bloomberg เปิดเผยตัวเลขที่สร้างความตะลึงให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก
สำนักงานที่ปรึกษาด้านการบินชั้นนำ อย่าง Alton และ Bloomberg เปิดเผยตัวเลขที่สร้างความตะลึงให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก นั่นคือการพุ่งขึ้นของราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทาง เอเชีย-ยุโรป สูงถึง 560% ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ถือเป็นสถิติการปรับตัวขึ้นรุนแรงสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การบินสมัยใหม่
สาเหตุมาจากชนวนเหตุความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ “อ่าวเปอร์เซีย” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการบินโลก ต้องตกอยู่ในสภาวะอัมพาต น่านฟ้าที่เคยคลาคล่ำด้วยเครื่องบินนับพันลำต่อวัน กลับกลายเป็นพื้นที่อันตราย
ทำให้สายการบินยักษ์ใหญ่ จำเป็นต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินรวมกว่า 70,000 เที่ยว ความวุ่นวายนี้ไม่ได้กระทบแค่การเดินทาง แต่ยังเผยให้เห็นถึง “ความเปราะบาง” ของเครือข่ายการบินโลก ที่พึ่งพาจุดเชื่อมต่อ (Transit Hub) ในตะวันออกกลางมากเกินไป
ข้อมูลจาก Cirium ระบุว่า เส้นทางยอดนิยมเดือนมิถุนายน มีราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 70% โดยเฉพาะเส้นทางระยะไกลอย่าง ซิดนีย์ไปลอนดอน ที่ราคาตั๋วพุ่งขึ้นกว่า 1,500 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 2 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นภาระหนักของผู้โดยสาร ไม่เพียงแต่ขาออกจากเอเชียเท่านั้น แต่เที่ยวบินจาก ยุโรปมาเอเชีย พุ่งขึ้น 79%
สาเหตุที่ราคาขยับตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาลเช่นนี้ เกิดจากปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
ประการแรกคือ “ระยะทางบินที่ยาวขึ้น” เมื่อน่านฟ้าอิหร่านและพื้นที่ใกล้เคียงถูกปิด สายการบินต้องปรับเส้นทางบินอ้อมไปยังน่านฟ้าอื่นที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งใช้เวลานานขึ้น
ประการที่สองคือ “ต้นทุนเชื้อเพลิง” ที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก บวกกับการที่เครื่องบินต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นจากการบินอ้อม ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวบินดีดตัว
ประการสุดท้ายคือ “ปริมาณที่นั่งที่ลดลง” (Supply Shortage) จากการยกเลิกเที่ยวบิน เมื่อความต้องการเดินทางยังมีอยู่แต่จำนวนเที่ยวบินน้อยลง ราคาจึงถูกดันให้สูงขึ้นตามกลไกตลาด
ผลกระทบนี้รุนแรงที่สุดกับสายการบินที่ใช้โมเดลธุรกิจแบบเชื่อมต่อผ่านศูนย์กลาง (Hub-and-Spoke) โดยเฉพาะสนามบินใน ดูไบ, อาบูดาบี และโดฮา ซึ่งเป็นจุดแวะพักของเที่ยวบินกว่า 75% ระหว่างเอเชียและยุโรป เมื่อศูนย์กลางเหล่านี้เกิดปัญหา โครงข่ายการบินทั่วโลกจึงรวนไปหมด
“ไบรอัน เทอร์รี่” ผู้บริหารของ Alton ให้ทัศนะที่น่ากังวลว่า แม้สงครามหรือความขัดแย้งจะยุติลงวันนี้ แต่ราคาตั๋วเครื่องบิน จะยังไม่ลดลงทันที เนื่องจากระบบห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงมีภาวะหน่วง (Time Lag) ประมาณ 3 เดือนกว่าที่ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน จะปรับตัวลดลงจนสามารถสะท้อนมายังราคาตั๋วได้
นั่นหมายความว่า นักท่องเที่ยวอาจต้องเผชิญกับตั๋วราคาแพงจนถึงเดือนตุลาคมเป็นอย่างน้อย สถานการณ์นี้เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยพบว่ายอดจองตั๋วเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด คนเริ่มชะลอการเดินทาง หรือเปลี่ยนจุดหมายปลายทางเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงเกินรับไหว สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ความมั่นคง แต่กำลังสั่นคลอนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบินโลกระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้