เปิดแผนรับมือ ‘วิกฤติอุปทานน้ำมัน’

จากเหตุการณ์ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับการหยุดชะงักอย่างรุนแรงต่อ “ห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน”


จากเหตุการณ์ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับการหยุดชะงักอย่างรุนแรงต่อ “ห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน” ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ปรับขึ้นใกล้แตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่องทางยุทธศาสตร์แห่งนี้

ปกติรองรับการขนส่งน้ำมันปิโตรเลียมเหลว ประมาณ 2 ใน 5 ของโลก ได้หยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องดำเนินมาตรการพิเศษของรัฐอย่างเร่งด่วน

เพื่อรับมือกับวิกฤติครั้งใหญ่สุดรอบหลาย 10 ปี สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ประสานงานระบายสต็อกน้ำมันฉุกเฉินครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์รวม 426 ล้านบาร์เรลหรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของสำรองของประเทศสมาชิกสหรัฐ ที่เป็นผู้เริ่มสงครามได้นำเป็นแกนนำระบายสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) จำนวน 172.2 ล้านบาร์เรล ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนฉุกเฉิน 

ในภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง ต่างออกมาตรการการคลังขนานใหญ่เพื่อปกป้องเศรษฐกิจ เริ่มจาก “ญี่ปุ่น” ที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง กลับมาใช้เงินอุดหนุนเพื่อจะคงราคาน้ำมันเบนซินไว้ไม่เกิน 170 เยนต่อลิตร แม้ต้นทุนตลาดจริงจะอยู่ที่ 190 เยน

ตามด้วย “อินเดีย”ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงอย่างมาก เพื่อคงราคาขายปลีก อุ้มภาระให้บริษัทน้ำมันรัฐและเสี่ยงทำให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 5%

ส่วนพี่ใหญ่ “จีน” คุมราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันในประเทศ พร้อมอุดหนุนล่วงหน้าก่อนมีการกำหนดเพดานราคา

ฝั่ง “เกาหลีใต้” ลดภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกพร้อมเตรียมหยิบยกมาตรการจำกัดการขับขี่ บังคับหากราคาน้ำมันสูงขึ้นอีก ซึ่งมิได้เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซีย

สำหรับ “ยุโรป” ให้ความสำคัญกับการสมดุล ระหว่างมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น กับการปฏิรูปพลังงานระยะยาว เริ่มจาก “สเปน” ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 5,000 ล้านยูโร ลดภาษีมูลค่าเพิ่มน้ำมัน (VAT) และมอบเงินตรงให้กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

ส่วน “อิตาลี” ลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราวและตั้งหน่วยงานควบคุมดูแลการโก่งราคาขณะที่เยอรมนีเน้นกลยุทธ์บริหารดีมานด์ โดยขยายโครงการบัตรโดยสารขนส่งสาธารณะแห่งชาติ และจำกัดความถี่ในการปรับราคาของปั๊มน้ำมันในแต่ละวัน

ขณะที่อเมริกาใต้ “บราซิล” ยกเว้นภาษีน้ำมันดีเซลและอุดหนุนใหม่แก่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวทางหลากหลาย เริ่มจาก “อินโดนีเซีย” ใช้เงินอุดหนุนภาคพลังงาน ขณะที่ “มาเลเซีย” เริ่มจำกัดการจัดสรรน้ำมันอุดหนุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรัดเข็มขัดการคลังแบบกว้าง

 “ฟิลิปปินส์” อนุมัติอำนาจฉุกเฉินให้ประธานาธิบดี สามารถลดหรือระงับภาษีน้ำมันได้หลังประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงานแห่งชาติ

“ออสเตรเลีย” ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยลดราคาน้ำมันรถลง 26 เซนต์ต่อลิตร เวียดนามยกเลิกภาษีเกี่ยวกับน้ำมันหลายรายการชั่วคราว

แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาราคาน้ำมันระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์ เตือนว่าการใช้ทรัพยากรการคลังอย่างรวดเร็วลักษณะนี้ไม่อาจยั่งยืน วิกฤติอุปทานน้ำมันครั้งนี้ กำลังผลักดันให้หลายประเทศ เร่งเดินหน้าแผนพลังงานหมุนเวียนในประเทศและพาหนะไฟฟ้าให้ความพึ่งพาตนเองด้านพลังงานเป็นหัวใจของนโยบายชาติ..!!

Back to top button