
ธปท. ปลดโซ่ตรวน ‘ค่าธรรมเนียม’.!
“ธนาคาร” ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมาโดยตลอด แต่ทว่า “ค่าธรรมเนียม” และ “ค่าบริการแฝง” ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สร้างความอึดอัดใจให้ผู้บริโภค
“ธนาคาร” ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมาโดยตลอด แต่ทว่า “ค่าธรรมเนียม” และ “ค่าบริการแฝง” ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สร้างความอึดอัดใจให้ผู้บริโภคมายาวนาน จนมักเกิดคำถามว่า ยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล จนต้นทุนการบริหารจัดการของธนาคารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำไมเรายังต้องแบกรับค่าธรรมเนียม ตั้งแต่ค่าขอเอกสารจนถึงค่าปรับสารพัดรายการที่ไม่สะท้อนความจริง..!?
ด้วยเหตุนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธปท.คนปัจจุบัน ออกประกาศฉบับประวัติศาสตร์ที่ 23/2569 เพื่อเข้ามาจัดระเบียบและวางมาตรฐานค่าบริการทางการเงินใหม่ เป้าหมายสำคัญ คือ การทลายกำแพงค่าธรรมเนียมที่ซ้ำซ้อน และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน รวมถึงกลุ่ม SMEs การปฏิรูปครั้งนี้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมหลัก 4 ประเภท รวมทั้งสิ้น 19 รายการ นับเป็นการปรับลดครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว
กลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงคือ “ค่าบริการเกี่ยวกับบัญชีเงินฝาก” ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นค่าขอรายการเดินบัญชี (Statement) หรือค่าออกหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน ที่เคยเก็บกันหลักร้อย รวมถึงค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีที่บัญชีไม่มีการเคลื่อนไหว (Dormant Account) ที่มักกัดกินเงินออมก้อนของประชาชน ธปท. ได้สั่งปรับลดและควบคุมให้สะท้อนต้นทุนดิจิทัลที่แท้จริง ปัจจุบันกระบวนการเหล่านี้แทบไม่มีต้นทุนกระดาษแล้ว
กลุ่มที่สองคือ “ค่าบริการเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์” ที่ผ่านมาบัตรเดบิตหรือบัตร ATM มักพ่วงมาด้วยประกันภัย หรือฟังก์ชันเกินความจำเป็น ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีสูงเกินจริง ประกาศฉบับนี้เข้ามาควบคุมค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีของ “บัตรขั้นพื้นฐาน” ให้มีราคาเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการทำธุรกรรมได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการควบคุมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตไม่ให้ขูดรีดจนเกินไป
กลุ่มที่สามคือ “ธุรกรรมการชำระเงิน” เป็นหัวใจของการค้าขาย ยิ่งยุคที่เราก้าวสู่สังคมไร้เงินสด ค่าบริการข้ามเขต ค่าคู่สายการฝาก ถอน โอนเงินผ่านตู้หรือสาขา ตลอดจนค่าบริการโอนเงินก้อนใหญ่และค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค สิ่งเหล่านี้จะถูกปรับลดลง ให้สอดรับกับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันหมดแล้ว ช่วยให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้คล่องตัวขึ้น โดยไม่ต้องสูญเสียไปกับค่าทางด่วนทางการเงินที่ซ้ำซ้อน
กลุ่มสุดท้ายที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ คือ “ค่าบริการสินเชื่อสำหรับ SMEs” ผู้ประกอบการรายย่อยมักต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อ, ค่าต่ออายุวงเงินหมุนเวียน แม้กระทั่งค่าปรับกรณีชำระคืนก่อนกำหนด โดยเปรียบเทียบบทลงโทษของผู้ที่มีวินัยทางการเงิน การปลดล็อกและควบคุมค่าธรรมเนียมกลุ่มนี้ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ไทย
หัวใจสำคัญที่สุดของประกาศฉบับนี้ คือ “ฉากกั้นทางกฎหมาย” ที่ธปท.เขียนดักทางสถาบันการเงินไว้อย่างรัดกุม โดยสั่งห้ามไม่ให้ธนาคารแอบตั้งชื่อค่าธรรมเนียมใหม่ ๆ หรือหันไปขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุจำเป็นจริง ๆ เช่น ต้นทุนขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือเป็นกรณีหมดช่วงโปรโมชันเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น หากธนาคารใดปรับปรุงระบบไม่ทันตามกำหนด จะต้องคืนเงินส่วนต่างที่เก็บเกินไปให้แก่ลูกค้าทั้งหมดด้วย
มาตรการทั้งหมดนี้..จะทยอยมีผลบังคับใช้ไปจนถึง ช่วงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ระบบธนาคาร ได้มีเวลาเปลี่ยนผ่าน นี่จึงเป็น “การรื้อโครงสร้าง” เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยเติบโตและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง..!!