6 หุ้นยังไม่ฟื้น

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ “โมนิก้า” มีความกังวลมากขึ้นทุกวันก็คือ ราคาน้ำมันแพง และน่าจะแพงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ  กำลังกัดกินโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย


ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ “โมนิก้า” มีความกังวลมากขึ้นทุกวันก็คือ ราคาน้ำมันแพง และน่าจะแพงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ  กำลังกัดกินโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่งผลให้นักลงทุนเลือกที่จะขายหุ้นทำกำไรเมื่อยกตัวสูงขึ้น ส่งผลให้การเคลื่อนตัวของดัชนีเป็นไปลักษณะแกว่งตัวขึ้นเป็นช่วง ๆ แต่ก็พร้อมจะทิ้งตัวแรงหากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบแบบนี้..กลายเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเจ้าค่ะ

เนื่องจากทุกคนรับรู้คร่าว ๆ แล้วว่า จุดขายทำกำไรมีอยู่ 2 ระดับด้วยกันคือ 1,480 กับ 1,500 จุด ขณะเดียวกันก็มีจุดรับอยู่ที่บริเวณ 1,445 จุด และอีกจุดหนึ่งที่แข็งแกร่งก็คือ 1,400 จุด “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักลงทุนพิจารณาดูว่า การยืนปิดของดัชนีที่ระดับ 1,454 จุด ลบไป 11.72 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.25 หมื่นล้านบาท เหมาะต่อการเข้าไปรับของขนาดไหน? เพราะสถานการณ์หลายอย่างยังคลุมเครือนะซี

ประเด็นข้างต้นเป็นที่มาของการรวมหุ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมายังไม่ฟื้นกลับมาที่เดิม และตัวที่น่าสนใจสำหรับอีฉันก็คือ SJWD เพราะเป็นหุ้นดาวดังที่ผู้คนให้ความสนใจอย่งล้นหลาม ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจโลจิสติกส์กำลังอยู่ในช่วงเฟื่องฟู แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ส่งผลให้ปลายปีที่ผ่านมาราคาหุ้นลงมาอยู่ที่ 7.40 บาท ขณะที่ราคาล่าสุดยืนอยู่ที่ 7.45 บาท คุณคิดว่าจะฟื้นไหมล่ะคะ

ตัวถัดมาก็คือ TIDLOR ซึ่งทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ราคาหุ้นกลับไม่ตอบรับข่าวดีเท่าที่ควร ส่งผลให้ปลายปีราคาหุ้นยืนที่ระดับ 17 บาท ขณะที่ราคาล่าสุดยืนอยู่ที่ 15 บาทแบบนี้ กลายเป็นช็อตที่ทำให้อีฉันต้องประเมินว่า ช่วงเดือน ก.พ. ราคาหุ้นเคยขึ้นไปถึง 21 บาทได้เลย..แล้วภาวะการลงทุนที่เป็นแบบนี้ ขึ้นได้ไหม? หลังกำลังซื้อของผู้คนแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนชีวิตสูงขึ้นนะซี

เม้าท์ถึงเรื่องต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นทั้งที “โมนิก้า” ขอมองไปที่หุ้นประกันชีวิตอย่าง TU เพื่อชี้ให้เห็นสภาพของเศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้ ธุรกิจปลากระป๋องยังจะไปได้ดีไหม? เพราะเมื่อดูราคาหุ้นในช่วงปลายปียืนอยู่ที่ระดับ 12.80 บาท แต่ราคาหุ้นล่าสุดยืนอยู่ที่ 11.30 บาท อีฉันถึงอยากให้นักลงทุนมองด้วยความเป็นจริงว่า วันนี้นักลงทุนสถาบันเขากังวลอะไร? และบริษัทจะแก้เกมเรื่องนี้ด้วยกำไรที่โตขึ้นได้ไหม?..อิอิอิ

เช่นเดียวกับในรายของเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง CBG โดนผลกระทบจากทั้งฝั่งเขมร และยังมาเจอเรื่องสงครามตะวันออกกลาง พ่วงด้วยกำลังซื้อที่ลดลง “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักลงทุนประเมินการยืนปิดที่ระดับ 38 บาท เทียบกับราคาช่วงปลายปีที่อยู่ในระดับ 43 บาท มันเป็นจังหวะที่น่าเล่นขนาดไหน? และผลงานไตรมาส 1 จะกอบกู้ความเชื่อมั่นในการลงทุนได้อะป่าว?..มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันเอาเองนะคะ

เหมือนกับในรายของน้องมิ้น MINT ก็โดนผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเต็ม ๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นผงกหัวขึ้นไม่ได้สักที “โมนิก้า” เลยอยากมองแค่การยืนปิดที่ระดับ 21.80 บาท เทียบกับราคาหุ้นในช่วงปลายปีที่ระดับ 24.30 บาท มันมีโอกาสที่หุ้นจะขึ้นไปถึงราคาปลายปีแค่ไหน? เพราะสิ่งที่เห็นวันนี้ยังไม่มีเจ้าภาพเข้ามาดันหุ้นแบบสุดซอย อีฉันจึงไม่กล้าฟันธงว่า น่าเล่น! ก็เท่านั้นเอง

ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น HMPRO เพื่อชี้ให้เห็นการขยับตัวของราคาหุ้นคงไปได้ไม่ไกลสักเท่าไหร่? เพราะวันนี้คนกังวลเรื่องกำลังซื้อไม่เหมือนเดิม แถมเมื่อดูจากราคาหุ้นในช่วงปลายปีอยู่ที่ระดับ 6.65 บาท เทียบกับราคาหุ้นล่าสุดอยู่ที่ระดับ 6.20 บาท มันเป็นภาพที่ทำให้อีฉันต้องนึกย้อนกลับไปในช่วง 3 เดือนมีช่วงดี ๆ ไหม? สุดท้ายก็รู้ว่า ในช่วงกลางเดือน ม.ค. ถึงกลางเดือน ก.พ. ราคาหุ้นขึ้นเรื่อย ๆ จนไปทำไฮที่ระดับ 7.50 บาทนะจ๊ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button