
หุ้นโรงกลั่น จะลงกันแค่ไหน!
หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันถูกเขย่าเรื่อง “ค่าการกลั่น” ตามที่ถูกคาดการณ์กันไว้ ราคาหุ้นทั้ง TOP SPRC BCP IRPC ลดลงต่อเนื่องนับจากเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 69
หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันถูกเขย่าเรื่อง “ค่าการกลั่น” ตามที่ถูกคาดการณ์กันไว้
ราคาหุ้นทั้ง TOP SPRC BCP IRPC ลดลงต่อเนื่องนับจากเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 69 จากที่นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง แล้วมารอดูความชัดเจนอีกครั้งว่า ค่าการกลั่นจะลงมาสู่ระดับใด
การปรับ “ค่าการกลั่น” (Gross Refining Margin) หรือ GRM ลดลง แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน
นั่นเพราะค่าการกลั่นเป็น “รายได้หลัก” ของธุรกิจโรงกลั่น
หากถามว่าค่าการกลั่นอะไร
คำตอบคือ ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่าง “ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป” เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล อากาศยาน (Jet) กับ “ราคาน้ำมันดิบ”
ดังนั้นหากค่าการกลั่นลดลง ย่อมส่งผลต่อส่วนต่างกำไรต่อบาร์เรลลดลง
และจะส่งผลต่อมายังบรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน คือ “กำไรสุทธิ”
มีการประเมินจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า หากค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อกำไรสุทธิได้ดีในระดับที่ดี แต่หากถ้าลดลงมาเหลือ 4–5 ดอลลาร์ต่อต่อบาร์เรล กำไรย่อมหดลงค่อนข้างมาก ทว่า จะยังไม่ถึงกับขาดทุน
เมื่อค่าการกลั่น หากถูกบีบให้ลงมาเหลือ 4-5 ดอลลาร์ฯ
หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นจะถูกประเมินทันทีว่า กำไรจะลดลง เกิดความอ่อนแอ และทำให้บรรดานักวิเคราะห์เมื่อดีดลูกคิดคำนวณตัวเลขสำคัญทางการเงินต่าง ๆ แล้ว
เขาจะปรับประมาณการกำไร (หุ้นโรงกลั่น) ลงอย่างแน่นอน!
ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน จึงมักจะปรับตัวตามค่าการกลั่นที่วิ่งขึ้น หรือลดลง
สำหรับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยหลัก ๆ มีอยู่ จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย ไทยออยล์ (TOP), บางจาก (BCP), บางจาก ศรีราชา (BSRC-เดิมคือ ESSO), พีทีที โกลบอล เคมีคอล (PTTGC), ไออาร์พีซี (IRPC) และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC)
ทุกโรงกลั่นน้ำมันแม้ว่า จะเป็นการกลั่นน้ำมันเหมือน ๆ กัน แต่โครงสร้างธุรกิจจะแตกต่างกัน นั่นจึงเป็นที่มาว่า เมื่อค่าการกลั่นลดลง ทำไมหุ้นโรงกลั่นมีทั้งปรับลงแรง และราคาหุ้นแทบไม่ขยับลง
SPRC เป็นหุ้นที่พึ่งพิงกับค่าการกลั่นสูงมากเพราะเป็นโรงกลั่นแบบ Pure refinery
TOP มีธุรกิจที่หลากหลายกว่า เช่น ปิโตรเคมี อะโรเมติกส์ ไฟฟ้า และโลจิสติกส์
IRPC ยังมีรายได้จากธุรกิจปิโตรเคมีมาช่วยบางส่วน โดยเฉพาะในช่วงปัจจุบันที่ “สเปรดปิโตรเคมี” (ส่วนต่างระหว่างราคาขายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และ ราคาซื้อวัตถุดิบตั้งต้น) สูงขึ้น
BCP มีรายได้จากธุรกิจพลังงานอื่นมาช่วย ไม่ได้ยึดติดกับค่าการกลั่นจากธุรกิจโรงกลั่น
ส่วน PTTGC โครงสร้างรายได้หลัก ๆ มาจากธุรกิจปิโตรเคมี และเน้นการใช้ก๊าซธรรมชาติภายในประเทศเป็นหลัก หรือสรุปแบบเข้าใจง่าย คือ PTTGC เป็นผู้ผลิตครบวงจรตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมีขั้นต้น กลาง และปลายน้ำ นี่คิดความได้เปรียบของ PTTGC ในด้านของโครงสร้างธุรกิจ
ดังนั้น เราจะเห็นว่าราคาหุ้นของ PTTGC ยืนได้แข็งแกร่งมาก ๆ ในช่วงที่ค่าการกลั่นกำลังถูกเขย่า
ราคาหุ้น PTTGC เพิ่งจะทำนิวไฮในรอบ 2 ปี จากราคาที่ขึ้นมาแตะ 37.50 บาท เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 69
หากดูจากกราฟ ราคาหุ้นไม่ได้ปักหัวลงเช่นเดียวกับ TOP และ SPRC
ในทางกลับกันหากสเปรดปิโตรฯ ยังทรงตัวระดับสูง และขยับกว้างขึ้นได้อีก ก็มีโอกาสที่เราจะได้เห็นราคาหุ้นของ PTTGC วิ่งขึ้นได้อีกเช่นกัน
ส่วน BCP IRPC ราคาหุ้นปรับลงมาจากต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่หากเทียบกับ TOP SPRC น่าจะถือว่าค่อนข้างที่จะลงมาน้อยกว่าเมื่อคิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ และทั้งสองหุ้น ราคายังไม่ได้หลุดแนวรับ ช่น BCP อยู่ที่ บริเวณ 36.00 บาท และ IRPC บริเวณ 1.65 บาท
ส่วน TOP ราคาล่าสุดลงมาปิด 44.25 บาท จาก 57 บาทเมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาหรือปรับลงมาแล้ว 13%
SPRC ในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาลงมาแล้ว 13% เช่นกัน
ทั้ง TOP และ SPRC ราคาล่าสุดมาอยู่ที่บริเวณแนวรับ (แรก) พอดี ซึ่งหาก TOP ราคาลงมาอีก (หากค่าการกลั่นอาจถูกบีบลงเยอะ) จะมีแนวรับถัดไปที่ 42 บาท และ 38 บาท
ส่วน SPRC แนวรับถัดไป 6.40 บาท และ 5.66 บาท