
พายุสงคราม..ถล่มเศรษฐกิจไทย
หลังข้ามผ่าน 28 ก.พ. 2569 โลกไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนผ่านวันเวลา แต่กลับก้าวเข้าสู่ “หลุมดำ” ทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่สุดรอบหลายทศวรรษ
หลังข้ามผ่าน 28 ก.พ. 2569 โลกไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนผ่านวันเวลา แต่กลับก้าวเข้าสู่ “หลุมดำ” ทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่สุดรอบหลายทศวรรษ เมื่อไฟสงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้น มิได้จำกัดวงอยู่แค่การสู้รบถิ่นอาหรับ ทว่ามันได้ส่งแรงสั่นสะเทือนผ่านเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” กลายเป็นวิกฤตบีบคั้นให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยต้องหยุดชะงัก..!!
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สะท้อนภาพความเป็นจริงอันน่ากังวล ว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันคือ Perfect Storm (พายุสมบูรณ์แบบ) ที่กำลังพัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างไม่มีทางเลี่ยง เมื่อเส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิดตาย ความเชื่อมั่นตลาดพลังงานโลกจึงพังทลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวสูง สลับกับความผันผวนรุนแรงตามกระแสข่าวรายวัน ถือเป็นสัญญาณอันตรายของความไม่มั่นคง
ด้วยการกางฉากทัศน์ ประเมินอนาคตที่สะท้อนถึงความเปราะบางของตัวเลข GDP จากเดิมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตแบบประคองตัวระดับ 2% แต่เมื่อเงื่อนไขของสงครามขยับจาก “ระยะสั้น” สู่ “ความยืดเยื้อ” ตัวเลขเหล่านั้นก็ดิ่งลง หากสงครามจบลงภายใน 2 เดือน “ไทย” อาจยังพอประคองตัวได้ที่การขยายตัว 1.4% แต่หากลากยาวถึง 5 เดือน จะเผชิญหน้ากับภาวะ Stagflation หรือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจฝืด ฉุดรั้งให้การเติบโตลดต่ำลงเหลือเพียง 0.9% และซ้ำเติมด้วยราคาสินค้าแพงขึ้น
“ภาพที่เลวร้ายสุด” คือฉากทัศน์ของสงครามเต็มรูปแบบ ที่ยืดเยื้อเกินครึ่งปี ไปจนถึงปลายปี เมื่อนั้นโลกจะก้าวเข้าสู่ภาวะ Global Depression หรือการถดถอยรุนแรงทั่วโลก เศรษฐกิจไทย อาจเติบโตเพียง 0.2% ในทางปฏิบัติแทบจะเท่ากับสถานะหยุดนิ่ง ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจพุ่งแตะระดับ 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อทะลุ 5.8%
นั่นหมายถึงกำลังซื้อของประชาชนจะหดหายไป..พร้อมกับการขาดแคลนอาหารและพลังงาน..!!
ไม่เพียงแค่ตัวเลขทางการเงิน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรม กำลังถูกกระทบอย่างหนักหน่วง ปัญหา Supply Chain Disruption จะเริ่มปรากฏชัดผ่านการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำ โดยเฉพาะ “เม็ดพลาสติก” และ “เคมีภัณฑ์” ที่ผูกติดอยู่กับราคาน้ำมันและเส้นทางการขนส่ง หากโรงงานผลิตไม่มีวัตถุดิบภาคส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักของไทยย่อมดับเครื่องลง ส่งผลต่อเนื่องเป็นโดมิโนไปยังการจ้างงาน และรายได้ของครัวเรือนทั่วประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ด้านการเงิน” ค่าเงินบาทจะเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากการอ่อนค่าอย่างรุนแรงนักลงทุนทั่วโลกจะพากันถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อหันไปสู่สินทรัพย์ที่มั่นคงกว่า ทำให้ความผันผวนตลาดหุ้นและตลาดเงิน กลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนภาคเอกชน
ขณะที่รัฐบาลจะมีข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น ด้านการเข้ามาช่วยพยุงราคาน้ำมัน เนื่องจากระดับราคาสูงเกินกว่าที่กองทุนน้ำมันหรือมาตรการภาษีจะรับไหวในระยะยาว
วิกฤตครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการเจรจาที่ยังไม่มีความชัดเจนในปัจจุบัน ท่าทีของ “อิหร่าน-สหรัฐฯ และอิสราเอล” คือ กุญแจสำคัญที่จะกำหนดชะตากรรมของโลก ตราบใด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ไม่สามารถเปิดให้สัญจรได้อย่างปลอดภัยและถาวร ขณะที่ไทยทำได้เพียงแค่เตรียมรับแรงกระแทกและวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนนี้ เพราะพายุลูกนี้ใหญ่เกินกว่าที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง จะต้านทานได้เพียงลำพัง
การปรับตัวของทั้งภาครัฐและเอกชนไทยปี 2569 จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องเร่งหาตลาดใหม่ แหล่งวัตถุดิบใหม่ และวิธีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ “ยุคสมัยแห่งความผันผวน” ที่อาจกินเวลายาวนานกว่าที่คิด ด้วยโลกที่เชื่อมโยงกันด้วย “เส้นทางสายน้ำมัน” เสียงระเบิดที่ดังขึ้นในตะวันออกกลาง จึงเปรียบเสมือนเสียงเตือนภัยที่ดังสะท้อนมาถึงไทยจนมิอาจปฏิเสธได้..!?