รอยปริ OPEC จุดเปลี่ยนพลังงานโลก.?

ยุทธศาสตร์โลกด้านพลังงาน กำลังเผชิญกับคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงสุดรอบหลายทศวรรษ การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)


ยุทธศาสตร์โลกด้านพลังงาน กำลังเผชิญกับคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงสุดรอบหลายทศวรรษ การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ถอนตัวออกจากองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ปี 2569 ไม่ใช่เพียงแค่การเดินออกจากโต๊ะเจรจา แต่มันคือการประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ ที่สั่นสะเทือนรากฐานของระบบ Cartel ที่ผูกขาดการกำหนดราคาน้ำมันโลกมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

ประวัติศาสตร์ OPEC เต็มไปด้วยรอยร้าวที่ค่อย ๆ ขยายตัว การถอนตัวของกาตาร์เมื่อปี 2562 เพื่อไปมุ่งเน้นก๊าซธรรมชาติ (LNG) หรือการจากไปของแองโกลาปี 2567 เนื่องจากความไม่พอใจโควตาการผลิต ล้วนเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า (Early Warning Signs) ว่าผลประโยชน์ของชาติสมาชิกเริ่มไม่สอดประสานกับนโยบายส่วนกลาง ที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย อีกต่อไป

เหตุผลหลักที่ผลักดันให้ UAE ต้องตัดสินใจเช่นนี้ คือ “ส่วนต่างของกำลังการผลิต” ข้อมูลจาก IEA ชี้ให้เห็นภาพที่น่าตกใจว่าขณะที่ UAE มีศักยภาพการผลิตน้ำมันดิบสูงถึง 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กลับถูกจำกัดให้ผลิตได้เพียงครึ่งหนึ่งภายใต้นโยบายของกลุ่ม เพื่อพยุงราคาในตลาดโลก

ด้วยการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีการขุดเจาะและโครงสร้างพื้นฐานของ ADNOC กลายเป็น “สินทรัพย์ที่ตายแล้ว” (Stranded Assets) ตราบใดที่ยังติดเงื่อนไขโควตา ในมุมมองยุทธศาสตร์ของ UAE หากโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด การเก็บน้ำมันไว้ใต้ดินนานเกินไป อาจหมายถึงการสูญเสียมูลค่าไปตลอดกาล กลยุทธ์ “สูบตอนนี้ ขายตอนนี้” จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลมากสุดในเชิงธุรกิจ

ความเสี่ยงบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันกว่า 20% ของอุปทานโลก คือ ปัจจัยเร่งที่ทำให้ UAE ต้องการความยืดหยุ่นสูงสุด การถูกผูกมัดด้วยนโยบายกลุ่มท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้อำนาจในการบริหารจัดการวิกฤตลดน้อยลง การออกมาเป็นอิสระช่วยให้ UAE สามารถสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การส่งออกได้ตามสถานการณ์จริง โดยไม่ต้องรอผลมติจากเวียนนา

เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง UAE ถอนตัว ผู้เล่นรายอื่นที่มีปัญหาเรื่องโควตาอยู่เดิม เช่น คาซัคสถาน หรือไนจีเรีย ย่อมเกิดความลังเลใจ หากสมาชิกทยอยลาออกจนส่วนแบ่งตลาดของ OPEC+ ต่ำกว่า 25% อำนาจในการสั่งการตลาดโลก จะสิ้นสุดลงทันที และโลกจะก้าวเข้าสู่ยุค Oil Price War อย่างเต็มรูปแบบ ที่ราคาน้ำมันจะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปโภคที่แท้จริง ไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นโดยกลุ่มผู้ผลิต

ความพยายามของซาอุดีอาระเบีย ในการรักษาเสถียรภาพราคาอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะยิ่งลดการผลิตเพื่อพยุงราคา เท่ากับเปิดช่องให้คู่แข่งนอกกลุ่ม เช่น สหรัฐฯ, บราซิล หรือแม้แต่อดีตสมาชิกอย่าง UAE เข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดไป

การถอนตัวของ UAE จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโลก จากระบบ “ควบคุมร่วมกัน” ไปสู่ “การแข่งขันเสรี” มันคือคำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้โลกพลังงานได้ขบคิดกันต่อว่า วันที่โลกกำลังมุ่งสู่ Net Zero และสมาชิกสำคัญเริ่มแยกตัว

องค์การที่ยิ่งใหญ่อย่าง OPEC จะยังคงเป็นผู้กำหนดเกม หรือจะกลายเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ที่ค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับยุคสมัยของฟอสซิลที่กำลังจะหมดลงหรือไม่..!!??

Back to top button