
‘แบงก์เอเชีย’ ตั้งการ์ดสูง..รับมือ ‘หนี้เน่า’ ระลอกใหม่.!
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและพันธมิตรกับอิหร่านลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ส่งแรงสั่นสะเทือนมาสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและพันธมิตรกับอิหร่านลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ส่งแรงสั่นสะเทือนมาสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยโลกการเงินที่เชื่อมต่อกันและกำลังบีบให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในเอเชียต้องปรับกลยุทธ์ และเพิ่ม “การตั้งสำรองหนี้สูญ” ครั้งใหญ่ เพื่อเป็นรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยรายงานที่สะท้อนความกังวลของนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ว่า ระบบธนาคารในเอเชีย กำลังเผชิญกับท้าทายครั้งสำคัญจาก “ต้นทุนทางอ้อมของสงคราม” ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นพื้นที่ที่ต้องพึ่งพิงพลังงานและการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสัดส่วนสูงมาก
เมื่อเกิดความไม่สงบ ราคาน้ำมันดิบจึงกลายเป็นชนวนเหตุแรกที่ปรับตัวขึ้น และมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน เนื่องจากความเสียหายเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นทั้งระบบการผลิตและการขนส่ง
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่เป็นโดมิโนส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เริ่มตั้งแต่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าสูงขึ้น จนถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้สภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยยังทรงตัวระดับสูงเช่นนี้ ยิ่งซ้ำเติมให้ฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs อ่อนแอลงเรื่อย ๆ
หากเจาะลึกเป็นรายประเทศจะเห็นภาพการ “ตั้งการ์ดสูง” ของธนาคารพาณิชย์อย่างชัดเจน ในออสเตรเลีย ธนาคารยักษ์ใหญ่ 4 แห่ง ได้พร้อมใจกันตั้งสำรองรวมกันสูงถึง 957 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยเฉพาะ Commonwealth Bank of Australia (CBA) ธนาคารขนาดใหญ่สุดของประเทศ ที่ออกมายอมรับถึงความเสี่ยง จนทำให้มูลค่าตลาดของธนาคารลดลงไปเกือบ 22,000 ล้านดอลลาร์ช่วงเพียงวันเดียว..
ศูนย์กลางทางการเงินของอาเซียนอย่าง “สิงคโปร์” แม้ธนาคารส่วนใหญ่จะมีความเสี่ยงทางตรงจากการปล่อยกู้ให้กลุ่มทุนตะวันออกกลางสัดส่วนน้อยมากคือต่ำกว่า 3% แต่ OCBC เลือกที่จะไม่ประมาทและสั่งเพิ่มการตั้งสำรองไปแล้วกว่า 216 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ผู้บริหาร UOB เน้นย้ำว่า สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ผลกระทบทางตรง แต่เป็นผลกระทบทางอ้อมที่จะลดทอนความสามารถการชำระหนี้ของลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น
ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียใต้อย่าง “อินเดีย” สถาบันการเงินกว่า 12 แห่ง นำโดย HDFC Bank และ Axis Bank ต่างเดินหน้ายกระดับความปลอดภัย ด้วยการประกาศตั้งสำรองเพิ่มเติมเช่นกัน แม้ปัจจุบันตัวเลขการเสื่อมค่าของคุณภาพสินทรัพย์หรือตัวเลขหนี้เสีย (NPLs) ยังไม่ได้ปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัด แต่ธนาคารเลือกรป้องกันล่วงหน้าย่อมดีกว่าการตามแก้ปัญหาทีหลัง เช่นเดียวกับธนาคารระดับโลกที่มีฐานรายได้หลักในเอเชีย อย่าง HSBC และ Standard Chartered ที่สำรองเพิ่มไปแล้ว
สิ่งที่น่ากังวลสุดช่วงระยะถัดไปคือ “ช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจ” มักจะเป็นช่วงเวลาที่ผลกระทบแท้จริงจะเริ่มบั่นทอนเศรษฐกิจในประเทศ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ภายในอีก 6 เดือนข้างหน้า อาจเริ่มเห็นสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้างจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเชิงวัฏจักร หากราคาน้ำมันยังไม่ลดลง ค่าเงินภูมิภาคอ่อนค่าและอัตราผลตอบ แทนพันธบัตรยังสูง ผลประกอบการภาคธนาคารไตรมาสถัดไป มีแนวโน้มลดลงและอาจนำไปสู่หนี้เสียที่เกิดขึ้นจริง
“การตั้งสำรองหนี้” ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องการตื่นตระหนก แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงช่วงภาวะที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง และเป็นสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจไทยและเอเชีย ต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงระลอกใหม่.!!
