พาราสาวะถี

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หนนี้ ไม่ใช่บทพิสูจน์เรื่องนโยบายของผู้สมัครว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน เนื่องจากปัญหาหลักของคนกรุงเทพฯ ต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง


การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หนนี้ ไม่ใช่บทพิสูจน์เรื่องนโยบายของผู้สมัครว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน เนื่องจากปัญหาหลักของคนกรุงเทพฯ ต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง จุดชี้วัดอยู่ที่ตัวบุคคลเป็นสำคัญ ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงมาป้องกันตำแหน่งอีกสมัย จึงฟันธงกันไปในแนวทางนี้ แต่จากการที่มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของเหล่านักเลือกตั้ง พรรคการเมือง รวมไปถึงสถาบันทำโพลทั้งหลาย ได้เห็นทิศทางไปในแนวเดียวกันทั้งหมด คนเมืองหลวงตั้งใจจะเลือกผู้สมัครอิสระเป็นลำดับแรก

เหตุผลเคยได้อธิบายไปแล้ว นั่นจึงทำให้การหาเสียงหนนี้ จะเห็นได้ว่าผู้สมัครตัวเต็งอย่างชัชชาติ ไม่เน้นจัดเวทีปราศรัย แต่ใช้การลงพื้นที่เป็นหลัก บวกกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์นโยบายผ่านโซเซียลมีเดีย เพราะเข้าใจว่าสื่อเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เท่านั้น หากแต่ด้วยความเป็นคนกรุงเทพฯ หรือแม้แต่ในต่างจังหวัดเวลานี้ เรื่องของสื่อสังคมออนไลน์ต่างเข้าถึงกันทุกกลุ่มทุกวัยไปแล้ว

หลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นการมีเวทีปราศรัย หรือการให้ร้าย ป้ายสี สาดโคลน กล่าวหากันทางการเมือง ไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นหรือกระตุกคะแนนนิยมของผู้สมัครที่ถูกเล่นงานแต่อย่างใด จากกรณีของชัชชาติที่ผ่านมา อาจเป็นไปได้ว่าคนที่ตั้งใจเลือกได้ตัดสินใจไปแล้วนั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า ผลสำรวจความคิดเห็นที่ออกมา กลุ่มที่คาดว่าจะเลือกอดีตผู้ว่าฯ กทม. คนล่าสุดอยู่ในระดับตั้งแต่ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปแทบทุกสำนัก ขณะที่ตามมาอันดับสองเป็นกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกระหว่าง 15-20 เปอร์เซ็นต์

ถามว่าจะมีผลอะไรต่อการตัดสินชัยชนะหรือไม่ ไม่มีแน่นอน มิหนำซ้ำ อาจจะยังไหลไปรวมให้คะแนนของชัชชาติกระโดดขึ้นไปในระดับที่เหนือความคาดหมายก็เป็นได้ ขณะเดียวกันตัวเลขกลุ่มนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปเติมให้กับผู้สมัครที่กำลังคั่วตำแหน่งรองแชมป์ที่ตัวเลขของคะแนนที่ออกมาจะมีผลต่อความมั่นใจในการทำการเมืองสนามเลือกตั้งกทม. แต่โดยภาพรวม คนกลุ่มนี้เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การตัดสินใจหนีไม่พ้นรอดูกระแสช่วงโค้งสุดท้าย หรือวันสองวันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร

ตรงนั้นประเด็นเรื่องของข้อกล่าวหา หรือการสาดโคลน วิธีการสามานย์อาจมีผล อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจสุดท้ายแล้วก็จะเลือกตามกระแส เมื่อมองมาถึงตรงนี้ถามว่า ใครที่มีภาษีดีกว่ากัน และหากใช้โซเซียลมีเดียเป็นตัวชี้วัด ต้องยอมรับกันว่าอดีตผู้ว่าฯ กทม. คนล่าสุด สามารถใช้สื่อนี้สร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเครือข่ายทั้งสังคมออนไลน์ และแวดวงการเมืองเสาชิงช้าที่รู้ดีว่า นี่ เป็นหนึ่งในผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีมงานที่เข้าถึง เข้าใจ ความจำเป็นและความต้องการของตัวแทนคนกรุงเทพฯ อย่าง สก.ได้เป็นอย่างดี

ความได้เปรียบตรงนี้บรรดาคู่แข่งโดยเฉพาะที่สังกัดพรรคการเมืองต่างรู้ซึ้งเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าหลายงานยาก ๆ ที่ถูกคาดหมายว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม.ลำบาก แต่ ทีมงานชัชชาติก็ประสานงานจนทุกอย่างลงตัว และผ่านพ้นไปได้ด้วยดี บวกกับการขยันลงพื้นที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่ไปสร้างความหนักใจ ในทางตรงข้ามยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจจากประชาชนให้กับ สก.เจ้าของพื้นที่เข้าไปอีก ด้วยปัจจัยหลายแรงหนุนส่งนี่เองที่ทำให้ ชัชชาติน่าจะเข้าป้ายแบบม้วนเดียวจบ

การเมืองสนามเล็กใกล้จะมีบทสรุป ตัดภาพกลับมาที่การเมืองระดับชาติ รัฐบาลหลังการเปลี่ยนมือจากรัฐบาลอายุสั้นมามีอำนาจเต็ม แรกเริ่มเข้าใจว่าด้วยเสียงที่ได้มาเป็นกอบเป็นกำของพรรคภูมิใจไทย บวกกับแรงสนับสนุนที่ทรงพลังมหาศาล น่าจะทำให้การทำงานของ อนุทิน ชาญวีรกูล ราบรื่น เรียบร้อย แต่ปรากฏว่า หลังจากใส่เกียร์เดินหน้ากันไปแล้ว ทำท่าว่า จะเกิดการสะดุด และ ไม่ใช่มาจากความขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาล หากแต่เป็นเรื่องภายในกันเอง

ที่ผ่านมาความเป็นพรรคสีน้ำเงินที่มีเสียงไม่เกินร้อยที่นั่ง การบริหารจัดการภายในถือว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จัดสรรกันตามความสำคัญของแกนนำ และกลุ่มทุนที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก แต่เมื่อขยายฐาน ใช้พลังดูดจากแรงหนุนที่สร้างความได้เปรียบ ทำให้เกิดกลุ่มก้อนขึ้นมา ทว่านั่นไม่ใช่ตัวสร้างปัญหา กลับกลายเป็นว่า ในระดับนำ เกิดความลักลั่นในการใช้อำนาจระหว่างกัน อันเนื่องมาจากความต้องการที่มีเป้าหมายต่างกัน จนทำให้เกือบลืมข้อสั่งการของผู้ที่อนุญาตให้ใช้บารมีเพื่อแสดงพลัง

ฟากของเสี่ยหนูพยายามทำทุกทาง เปิดทุกคอนเน็คชัน เพื่อสร้างภาพของความเป็นรัฐบาลภาพลักษณ์ดี หวังสร้างความเชื่อมั่น ขณะที่ ผู้มีอำนาจภายในพรรคยังคงต้องจัดสรรปันส่วนให้กับผู้มีพระคุณ คนใกล้ชิด จนเป็นเหตุให้ต้องทำทุกทางเพื่อจะได้ตอบแทนกัน อันพอจะเข้าใจได้ เพราะการลงสนามสู้ศึกรอบที่ผ่านมา มีการระดมกระสุนกันอุตลุดเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย การถอนทุนคืนที่จนถูกด่ายับจากการขึ้นน้ำมันมหาโหดในรอบที่ผ่านมา ก็มีเสียงซุบซิบกันว่า ที่ได้เพื่อดูแลกันทางการเมืองไม่เท่าไหร่ แต่ที่ต้องจ่ายแลกกับต้นทุนที่ค้ำยันนั้นมหาศาล

ด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้เหล่าผู้มากบารมีภายในพรรคสีน้ำเงิน ต้องทำกันทุกทางเพื่อที่จะ เร่งจัดการจัดคนที่ตัวเองสามารถจัดการได้อยู่หมัดให้เข้าสู่อำนาจ ประกอบกับการแบ่งปันเพื่อแบ่งเบาภาระที่ได้เสียสละดูแลกันในช่วงเลือกตั้ง มันจึงทำให้เกิดการทำงานที่ข้ามหน้าข้ามตากัน เหมือนให้เกียรติแต่ไม่ไว้วางใจกัน การล้ำเส้นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูในช่วงนี้ที่พรรคสีน้ำเงิน จนนำไปสู่การจัดวงพบปะเคลียร์ใจเพื่อให้ภาพของความเข้าใจ เกรงใจกันที่เคยมีมาตลอดกลับมาเหมือนเดิม ก่อนที่จะถูกภาวะเหลิงอำนาจครอบงำมากไปกว่านี้

อรชุน

Back to top button