‘เอกนิติ’ กลยุทธ์ Owned Media.!

สร้างความฮือฮาไม่น้อยทีเดียว..!! ที่รองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งขุนคลังอย่าง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการในชื่อ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เพื่อสื่อสารถึงแนวคิดและนโยบายด้านเศรษฐกิจและปากท้องกับชาวบ้าน..!!


สร้างความฮือฮาไม่น้อยทีเดียว..!! ที่รองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งขุนคลังอย่าง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการในชื่อ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เพื่อสื่อสารถึงแนวคิดและนโยบายด้านเศรษฐกิจและปากท้องกับชาวบ้าน..!!

โดยโพสต์ข้อความแรกสรุปสาระใจความได้ว่า ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด จะต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ระยะสั้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่านและสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต ภายใต้หลักการที่เรียกว่า 5T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น (Stabilize Today) และสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส (Transition Now) รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาว (Transform for Tomorrow) บนฐานวินัยการเงินการคลัง”

ส่วนใครที่อยากอ่านเนื้อหาฉบับเต็มที่ “ดร.เอกนิติ” แจกแจงว่า จะทำอะไรบ้างนั้น ลองไปหาอ่านในเพจเฟซบุ๊ก “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” หรือเว็บข่าวสำนักต่าง ๆ เอาละกัน…ไม่อยากฉายหนังซ้ำ เปลืองพื้นที่เปล่า ๆ..!!

แต่ที่หยิบเรื่องนี้มาบอกกล่าวกันนั้น…เพราะมีมุมการตลาดที่น่าสนใจ 

การที่ผู้นำหรือบุคคลสำคัญในรัฐบาลใช้วิธีการสร้างเพจเพื่อสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ในเชิงการตลาดจำแนกได้หลายกลยุทธ์ เริ่มจาก 1) Personal Branding (การสร้างแบรนด์บุคคล) ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรัฐมนตรีคลังจากการเป็นข้าราชการสายวิชาการหรือนักบริหารที่เข้าถึงยาก ให้กลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจที่พร้อมสื่อสาร เป็นมิตร และทันโลกดิจิทัล 

2) Owned Media Strategy (กลยุทธ์การใช้สื่อของตนเอง) เป็นการสร้างช่องทางสื่อที่ “ดร.เอกนิติ” และทีมงานสามารถควบคุมเนื้อหา ทิศทาง และเวลาการเผยแพร่ได้ 100% โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือรอการคัดกรองจากสื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งทำให้สามารถสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนสู่สาธารณะได้ทันที ลดโอกาสการถูกตัดต่อเนื้อหาหรือบิดเบือนความจริง

3) Direct-to-Consumer (D2C) ถ้าเป็นโมเดลธุรกิจเป็นการส่งสารตรงไปยังผู้บริโภคโดยไม่ผ่านคนกลาง ส่วนในเชิงการบริหารรัฐกิจ เรียกว่า Direct-to-Citizen (การส่งสารตรงถึงพลเมือง) ช่วยสร้างการมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) เช่น ประชาชนเข้ามาคอมเมนต์สะท้อนปัญหา และทีมงานนำข้อมูลไปปรับปรุงนโยบายคลังต่อ

และ 4) Content Marketing (การตลาดเชิงเนื้อหา) ช่วยการวางแผนสร้างสรรค์เนื้อหา เช่น อินโฟกราฟิก หรือวิดีโอสรุปเมกะโปรเจกต์ เพื่อให้ความรู้ ปรับทัศนคติ และโน้มน้าวใจกลุ่มเป้าหมายอย่างมีศิลปะ เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจมหภาคและตัวเลขงบประมาณที่เข้าใจยาก ให้กลายเป็นย่อยง่าย เพื่อสร้างแต้มต่อและความยืดหยุ่นทางการเมืองในการผลักดันนโยบาย

ขณะที่หลายคนแย้งว่า ในอดีตก็มีบุคคลสำคัญหลายคนที่ใช้เพจเฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการสื่อสาร ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นตรงไหน..?? อาทิ เพจประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ซึ่งเปิดตัวในช่วงปี 2561 เพื่อปรับลุคให้เข้าสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” และลดภาพจำความดุดันจากยุค คสช. เพจนี้เน้นโพสต์ภาพการลงพื้นที่ เบื้องหลังการทำงานที่ไม่เคยเห็นในข่าว รวมถึงการโพสต์อัพเดทนโยบายคลังและการทูตอย่างเป็นกันเอง 

เพจชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเริ่มต้นทำเพจอย่างจริงจังตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีคมนาคม จนได้ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” เน้นกลยุทธ์ Content Marketing และภาพลักษณ์ติดดิน เช่น การซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปตรวจงาน หรือนั่งรถเมล์ ถือเป็นต้นแบบของการสร้าง Engagement (การมีส่วนร่วม) สูงสุดยุคแรก ๆ ของแวดวงการเมืองไทย 

รวมทั้ง เพจ Anutin Charnvirakul ซึ่งสร้างสีสันบนโลกออนไลน์อย่างมาก โดยเฉพาะช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มักจะใช้เพจส่วนตัวในการชี้แจงสถานการณ์วิกฤต เช่น นโยบายกัญชา และการรับมือโรคระบาดใหญ่ จนกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ก็ใช้เพจนี้เป็นช่องทางในการสื่อสารแนวทางการทำงาน ชี้แจงประเด็นสำคัญต่าง ๆ และเป็นช่องทางสื่อสารหลักถึงประชาชน 

แต่การเปิดเพจของ “ดร.เอกนิติ” ก็ถือเป็นอีกสีสันของรัฐบาลชุดนี้ที่จะทำให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น

ส่วนผลงานจะตรงปกและตรงใจหรือเปล่า..?? ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ที่แน่ ๆ งานนี้นักข่าวสายกระทรวงการคลังต้องมีเสียวบ้างแหละเสี่ยงตกงานกันเป็นแถว ก็ท่านรัฐมนตรีเล่นสื่อ สารตรงผ่านเพจเฟซบุ๊กไปหมดแล้วแล้วจะมีอะไรให้ต้องซักถามอีกละเนี่ย..??

…อิ อิ อิ…

Back to top button