
หลังบ้านรั่ว..หน้าบ้านร้าว
แม้สัปดาห์นี้จะเปิดเทรดแค่ไม่กี่วัน แต่กลับมีเรื่องร้อนที่ทำให้ “โมนิก้า” รู้สึกไม่สบายใจอีกครั้ง เพราะในช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึงหลังบ้านโดนเจาะกันอื้ออึ้ง
แม้สัปดาห์นี้จะเปิดเทรดแค่ไม่กี่วัน แต่กลับมีเรื่องร้อนที่ทำให้ “โมนิก้า” รู้สึกไม่สบายใจอีกครั้ง เพราะในช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึงหลังบ้านโดนเจาะกันอื้ออึ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งในส่วนที่ปกปิดข้อมูล และส่วนที่ทางการตรวจสอบพบด้วยตนเอง จนนำไปสู่คำถามที่ว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดซ้ำอีกไหมเจ้าคะ
โดยเฉพาะการที่ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน “TSD Investor Portal” โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้ข้อมูลรั่วไหลออกไปข้างนอกบางส่วน จนต้องรีบปิดการเข้าถึงของระบบดังกล่าว พร้อมกับยกระดับการเฝ้าระวังป้องกันภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นแบบนี้..มันเป็นเรื่องที่น่ากังวลพอสมควรนะจ๊ะ
ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้ “โมนิก้า” ต้องชมความกล้าของหน่วยงานดังกล่าวที่ออกมาพูดความจริงที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รู้ แม้จะรู้ดีว่า งานนี้โดนผู้คนในวงการสับเละก็ตาม เพราะหน่วยงานดังกล่าวเป็นกระดูกสันหลังของตลาดหุ้นไทย และการที่ “Investor Portal” ซึ่งเก็บข้อมูลสำคัญ ทั้งเลขบัตรประชาชน, จำนวนหุ้น, ประวัติปันผล และบัญชีธนาคาร เกิดช่องโหว่ ก็ตีความได้ว่า ระบบของตลาดหุ้นไทยกำลังตามหลังแฮกเกอร์อยู่ก้าวหนึ่งอะป่าว?
แม้ตอนนี้พอร์ตหุ้นจะอยู่ในสถานะปลอดภัย เพราะเป็นระบบปฏิบัติงานที่แยกส่วนอย่างชัดเจน แต่ข้อมูลที่หลุดออกไปสามารถนำไปหลอกให้คนกดลิงก์ ส่งอีเมลปลอม ส่งข้อความ SMS ปลอม หลอกให้กรอกรหัสผ่าน หรือเปิดไฟล์อันตรายได้ และเรื่องนี้ก่อให้เกิดคำถามว่า หลังจากนี้ ตลท. จะมีมาตรการยกระดับความเชื่อมั่นอย่างไร? และบริษัทจดทะเบียนที่ต้องพึ่ง TSD ในการปิดสมุดทะเบียนถือหุ้น ยังจะมีความเสี่ยงข้อมูลผู้ถือหุ้นหลุดหรือไม่? พะยะค่ะ
เหมือนกับปมร้อนของ “Bitkub“ ที่สำนักงาน ก.ล.ต. เพิ่งจัดการเช็กบิลฟ้องร้องอาญาไปหมาด ๆ ชนิดที่ทำเอาวงการคริปโตนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะงานนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นคดีซุกแผลเน่าระดับ 1,700 ล้านบาทที่ถูกเก็บเงียบมานานหลายปี และเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ค. ปี 64 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อกระดานเทรดถูกแฮกเกอร์โจมตี พร้อมกับหอบเอาทรัพย์สินดิจิทัล 16 สกุลมูลค่าร่วม 1,700 ล้านบาทหนีลอยนวลไปชิล ๆ เจ้าค่ะ
โดยผู้บริหารเลือกที่จะ “อุบเงียบ” ไม่ยอมแจ้งความจริงให้คนที่เกี่ยวข้องรู้ และที่แสบสันอยู่ตรงที่วันที่ 10 พ.ค.-30 ต.ค. ทางบิทคับดันส่งแบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ โดยไม่มีตัวเลขทรัพย์สินที่หายไปอย่างมีนัยสำคัญมาหลอกตา จึงเข้าข่ายแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อมูลทางกฎหมายเต็ม ๆ แม้ในเวลาต่อมาทางค่ายจะหาเงินมาโปะคืนจนครบถ้วนเรียบร้อย พร้อมข้ออ้างทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ตื่นตระหนก หรือ Bank Run ก็ฟังไม่ขึ้นจ้า!
เนื่องจากในมุมมองของผู้คุมกฎ มันคือเรื่องความผิดสำเร็จในการซุกขยะไว้ใต้พรม จึงออกมาฟันอดีตผู้บริหารตัวพ่ออย่าง “สกลกรย์” และ “ทวีทรัพย์” ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย! ผลที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนต้องกลับเอาไปคิดเป็นการบ้านข้อใหญ่ให้จุกอกกันเลยว่า ธรรมาภิบาลของผู้นำตลาดคริปโตเชื่อถือได้แค่ไหน? ในเมื่อหลังบ้านยังมีเรื่องหมกเม็ด การจะก้าวเข้าตลาดหุ้นอย่างที่เคยฝันหวานไว้คงไม่ง่าย เพราะต้องเจอการสกรีนเข้มข้นจนหูตั้งแน่นอนค่ะ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้ง 2 เหตุการณ์ทำให้ขาเผือกเม้าท์มอยกันไปเรื่อยเปื่อยว่า คนที่อยู่หน้าบ้านก็มีประเด็นที่ทำให้ต้องถกเถียงหนักไม่แพ้กัน แถมต้องมีคนต้องออกมาเป็นหนังหน้าไฟ เพื่อทำให้ความคุกรุ่นเบาบางลงแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจพอสมควร เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดจะเกิดขึ้นมาก่อน แถมยังต้องสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจโดยเร็ว..ไม่หมูหรอกตัวเอง!
โมนิก้าและทีมงาน