SKY ลุย AI-หุ่นยนต์อัจฉริยะ นำร่องสุวรรณภูมิปลายปีนี้ หนุนไทยสู่ฮับการบินภูมิภาค

SKY ชูเทรนด์ Intelligent Aviation ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินด้วย Data-AI-Automation เตรียมนำร่องหุ่นยนต์ Humanoid ให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิปลายปีนี้ พร้อมพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ หนุนไทยสู่ Regional Aviation Hub


นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญสู่ยุคการบินอัจฉริยะ (Intelligent Aviation) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบูรณาการร่วมกัน ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation) หุ่นยนต์ (Robotics) และเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสนามบิน ยกระดับความปลอดภัย และสร้างประสบการณ์การเดินทางแบบไร้รอยต่อให้แก่ผู้โดยสาร

ทั้งนี้ จากการเข้าร่วมประชุมด้านอุตสาหกรรมการบินระดับนานาชาติในประเทศสิงคโปร์และกรีซช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทมีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองกับเครือข่ายธุรกิจการบินระดับโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการบินกำลังเปลี่ยนจากการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเฉพาะด้าน ไปสู่การเชื่อมโยงระบบและข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการเดินทางทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Intelligent Aviation สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ โดยระยะแรก Analyze & Predict มุ่งพัฒนาระบบศูนย์กลางข้อมูลด้านการบิน (Aviation Data Hub) เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในสนามบิน ทั้งข้อมูลการปฏิบัติการบิน การให้บริการผู้โดยสาร และการบริหารทรัพยากร ก่อนนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์แนวโน้มและสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การพัฒนาระบบดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานและการบริหารจัดการสนามบินในภาพรวม

ระยะที่สอง Personalized Services & Predictive Intelligence เป็นการนำเทคโนโลยี Agentic AI เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลการบินขนาดใหญ่ เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล โดยเชื่อมโยงข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการของผู้โดยสาร เพื่อนำเสนอข้อมูล สินค้า และบริการที่เหมาะสมกับความสนใจ รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางและแผนการเดินทาง

นอกจากนี้ AI ยังสามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงคาดการณ์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิบัติงานและข้อมูลทางเทคนิคของอากาศยาน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ลดโอกาสเกิดข้อขัดข้อง และสนับสนุนความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน

ขณะที่ระยะที่สาม Empowered – Autonomous Airport มุ่งพัฒนาสนามบินไปสู่ระบบการบริหารจัดการอัตโนมัติ โดยนำ Automation ทำงานร่วมกับ Big Data และ AI ตลอดจนเทคโนโลยี Biometrics และ Robotics เพื่อสนับสนุนการให้บริการผู้โดยสารและการปฏิบัติงานภายในสนามบินให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

โดยเฉพาะการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) มาให้ข้อมูลและแนะนำบริการภายในสนามบิน รวมถึงหุ่นยนต์สำหรับการขนย้ายสัมภาระหรือพัสดุ ซึ่งจะช่วยลดภาระงานบางส่วนของบุคลากร และเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารในอนาคต

นายสิทธิเดชกล่าวว่า แนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมการบินคือการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถมองเห็นภาพรวมการดำเนินงานและประสานการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติจะช่วยให้สนามบินสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการและรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง (Electric Vertical Take-Off and Landing: eVTOL) ยังเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าจับตา เนื่องจากมีศักยภาพพัฒนาเป็นรูปแบบธุรกิจขนส่งทางอากาศใหม่ ทั้งการขนส่งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้าในพื้นที่เข้าถึงยาก และภารกิจช่วยเหลือฉุกเฉิน

โดยรูปแบบการให้บริการ eVTOL สำหรับผู้โดยสารสามารถรองรับผู้เดินทางได้ประมาณ 1–6 คนต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับประเภทอากาศยาน ขณะที่การประยุกต์ใช้ในงานโลจิสติกส์และกู้ภัยจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการคมนาคม เช่น พื้นที่ภูเขาหรืออาคารสูง

สำหรับประเทศไทย นายสิทธิเดชมองว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบินสู่ Intelligent Aviation ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค (Regional Aviation Hub) เนื่องจากไทยมีความพร้อมทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลภายในสนามบิน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความคืบหน้าในการพัฒนาระบบสนับสนุนธุรกิจการบินดิจิทัลระดับภูมิภาค อาทิ Flight Operations Center of Excellence ภายใต้ Skywise ซึ่งเกี่ยวข้องกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการบิน รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสนามบิน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต

ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของประเทศยังดำเนินต่อเนื่อง ทั้งอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) และทางวิ่งเส้นที่ 3 ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แผนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองระยะใหม่ ตลอดจนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเป้าหมายปริมาณผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในอนาคตที่ระดับ 150–200 ล้านคนต่อปี ขณะที่ทำเลที่ตั้งของประเทศไทยซึ่งเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ ยุโรป และออสเตรเลีย ยังเอื้อต่อการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนเที่ยวบิน (Transit Hub) และศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo Hub)

นายสิทธิเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา SKY ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้สนับสนุนการดำเนินงานภายในสนามบินของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งระบบให้บริการผู้โดยสารร่วม (Common Use Passenger Processing System: CUPPS) ระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (Advance Passenger Processing System: APPS) ระบบรับฝากสัมภาระอัตโนมัติ (Common Use Bag Drop: CUBD) และระบบประตูขึ้นเครื่องอัตโนมัติ (Self Boarding Gate: SBG)

นอกจากนี้ บริษัทยังนำเทคโนโลยี Biometrics มาใช้สนับสนุนกระบวนการให้บริการผู้โดยสาร เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลระหว่างการเดินทาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาสนามบินอัจฉริยะในระดับสากล

สำหรับแผนดำเนินงานในช่วงปลายปี 2569 SKY เตรียมนำร่องพัฒนาและนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะหุ่นยนต์ Humanoid สำหรับสนับสนุนการให้บริการผู้โดยสาร ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการปฏิบัติงานภาคพื้นดิน

ทั้งนี้ บริษัทมุ่งนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการบินที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มาต่อยอดการดำเนินธุรกิจและสนับสนุนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

Back to top button