
พาราสาวะถี
น่าแปลกใจหรือไม่กับท่าทีของบรรดาคนที่เคยมีหัวโขนในองค์กรอิสระอย่างประธานศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่พ้นตำแหน่งมาแล้ว
น่าแปลกใจหรือไม่กับท่าทีของบรรดาคนที่เคยมีหัวโขนในองค์กรอิสระอย่างประธานศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่พ้นตำแหน่งมาแล้ว เหมือนเป็นผู้ตื่นรู้หรือพึ่งดวงตาเห็นธรรม ถ้าจำกันได้ในยุคที่มีการยุบพรรค 3 พรรคการเมืองคือ พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ในช่วงที่ม็อบของระบอบสนธิ-จำลอง โชว์ความกร่างบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยพูดบนเวทีเสวนาว่า ยุบตามกระแสกดดันของม็อบในขณะนั้น
ก่อนที่จะมีการแก้ต่างภายหลังว่า ไม่ได้พูดเช่นนั้น แต่แค่การทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค ทำหน้าที่เหมือนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่คอยไปเก็บศพเท่านั้น แน่นอนว่า ความเห็นที่ไปแสดงบนเวทีซึ่งได้รับเชิญต่าง ๆ นั้น มุ่งสะท้อนไปถึงกระบวนการร่างกฎหมายโดยเฉพาะที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร เป็นภาคบังคับที่ชัดเจนว่า ต้องการบอนไซหรือทำลายพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ หรือไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ขณะที่ล่าสุด นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเพิ่งพ้นตำแหน่งไปหมาด ๆ ได้ไปบรรยายพิเศษหัวข้อการเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหรือวปอ.รุ่นที่ 68 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีวลีทองหลายวรรคตอนที่ต้องขีดเส้นใต้ เรื่องหนึ่งคือ คำถามจาก ธนพร ศรียากูล นักศึกษาวปอ.ที่ถามว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีข้อกังวลว่าจะได้ผลลัพธ์เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินเข้ม
คำตอบจากอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญรายนี้ก็คือ ประเทศไทยจะแบ่งเป็นกี่สีนั้นไม่สำคัญ แต่รัฐธรรมนูญต้องเป็นของคนทุกสี ทุกสีต้องมีพื้นที่แสดงออกหรือการร้องเรียนใด ๆ ได้เหมือนกัน และได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ปัญหาตอนนี้คือ ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจริง ๆ หรือไม่ และจะทำโดยใคร ทำให้มีการคาดการณ์กันว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นของสีนั้นสีนี้ ซึ่งการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามักให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่าง แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญก็พารัฐธรรมนูญลงเหวได้เช่นกัน
แน่นอนว่านครินทร์ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ โดยระบุว่า ตนรู้จักกับประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือกรธ.ฉบับปี 2560 ก่อนจะเลี่ยงบาลีว่าขอไม่เอ่ยชื่อ ซึ่งคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าคือ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่บอกกับอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญว่า เสียใจมากที่สุดกับเรื่องหนึ่งที่ไม่รู้จะทำยังไง เป็นความผิดพลาดที่สุดของกรรมการยกร่างฯ คือ การยกร่างเรื่องระบบการเลือกสว.ทำมาแบบนี้ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ แต่ปัญหาคือจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข ซึ่งตนขอตอบง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นของสีใดสีหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของทุกคน
คำตอบง่าย ๆ แต่ความหมายมันกว้างขวางยิ่งนัก ความจริงก็ต้องย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้นของคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั่นแหละ ที่เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่ทิ้งภาระต่าง ๆ ไปแล้ว คนที่นครินทร์พูดถึงก็รีบออกตัวว่า ถ้าเกิดปัญหาใด ๆ หลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ไม่ใช่หน้าที่ของกรธ.คนใดคนหนึ่งที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่เป็นคนหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องไปหาทางแก้ไข ทั้งที่ความจริงก็เห็นกันอยู่ว่า กระบวนการแก้ไขที่วางกับดักกันไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นมันยากเย็นแสนเข็ญ ขนาดไหน
ไม่เพียงเท่านั้น เหมือนที่นครินทร์มอง ปัญหาเวลานี้คือ รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำในเรื่องการยอมรับและความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น ความไม่ไว้วางใจในการบริหารงานจัดการเลือกตั้ง โดยประชาชนมีความไว้วางใจต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต.ค่อนข้างต่ำ ขณะที่การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ทำไปพร้อมการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังถูกกังขาว่า จะสามารถนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
แม้ประชาชนจะลงมติเสียงข้างมาก 21 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เห็นชอบ 10 กว่าล้านเสียง ไม่ออกเสียงก็มี ถามว่า 21 ล้านเสียงควรมีความหมายหรือไม่ ปัญหาคือเมื่อลงประชามติไปแล้ว จะทำหรือเดินหน้าอย่างไร เพราะ ยังมีข้อติดขัดทั้งในทางกฎหมายและทางการเมืองว่าจะนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร หากปัญหานี้คาราคาซังไปเรื่อย ๆ อนาคตอาจไม่มีการทำประชามติอีก ทั้ง ๆ ที่ประชามติมีความหมายมาก เพราะไปบังคับขอร้องให้คนไปลงคะแนนกันถึงขนาดนี้
ไม่แน่ใจว่าเพราะความเกรงใจเนื่องจากเป็นการไปพูดบนเวทีของนักศึกษาวปอ. หรือมองไม่ออกจริง ๆ ว่าทิศทางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องยึดตามความต้องการของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เป็นฝ่ายถือหางรัฐบาลปัจจุบัน และตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกลไกสำคัญของเผด็จการสืบทอดอำนาจแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่อนุญาตให้แก้ไข มากไปกว่านั้น พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลก็คงไม่อยากแก้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคสีน้ำเงินได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ
ถูกต้องแล้วที่ นครินทร์จะชี้ว่า อนาคตการเมืองไทยยังมีความพร่ามัว ไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยาก อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใด หรืออาจไม่เกิด แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้นแต่เป็นแบบไม่มีทิศทาง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคต เพราะฝ่ายถือหางพรรคสีน้ำเงิน หรือระบอบสีน้ำเงินตามที่พรรคประชาชนพูดถึงนั้น ก็ต้องการให้สถานการณ์เป็นไปในลักษณะนี้
ถูกต้องแล้ว เช่นกันกับการที่บอกว่า สังคมการเมืองมันยึดโยงกันโดยอำนาจ ซึ่งมีอำนาจหลายลักษณะ ทั้ง อำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐธรรมนูญ อำนาจข้อมูลข่าวสาร อำนาจประเพณี อำนาจศาสนา อำนาจราชการ อำนาจดิบ อำนาจเถื่อน อำนาจปืน อำนาจกลุ่ม ดังนั้น ที่คาดหวังว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นของคนทุกสี ทุกสีต้องมีพื้นที่แสดงออกหรือการร้องเรียนใด ๆ ได้เหมือนกัน และได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ บอกได้คำเดียวว่า เป็นเพียงความเพ้อฝันเท่านั้น
อรชุน