
พาราสาวะถี
ไม่จำเป็นต้องแทงกั๊ก กรณีที่สังคมจับตามองว่าพรรคฝ่ายค้านจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 เพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนาม เอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่จะมีการซักฟอก
ไม่จำเป็นต้องแทงกั๊ก กรณีที่สังคมจับตามองว่าพรรคฝ่ายค้านจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 เพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนาม เอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่จะมีการซักฟอกโดยการลงมติตามมาตรา 151 ตามกำหนดวันเวลาที่ฝ่ายรัฐบาลแจ้งมาคือตั้งแต่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น เว้นเสียแต่ว่าฝ่ายตรวจสอบโดยเฉพาะคนของ พรรคประชาชนกระสันอยากจะใช้วาทกรรมเล่นงานฝ่ายกุมอำนาจ
ความจริงการอภิปรายโดยไม่ลงมติถ้ายึดตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือ ต้องการให้ฝ่ายค้านได้ทักท้วงในเรื่องที่ไม่โปร่งใส หรือเห็นว่ารัฐบาลยังทำงานเพื่อดูแลประชาชนได้ไม่เต็มที่ จึงขอเปิดอภิปรายตามมาตรานี้ เพื่อกระตุกต่อมทำงาน ให้มีการตรวจสอบเรื่องที่มองว่าไม่ชอบมาพากล พร้อมมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของส่วนรวม หากพิจารณาจากท่าทีของฝ่ายค้านชี้เป้าตรงไปที่พรรคส้ม ท่วงทำนองที่แสดงออกมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ทุกเรื่องที่มีการเปิดประเด็นล้วนแต่เป็นการเดินหน้าชนที่เข้มข้น นั่นหมายความว่าจะต้องมีพยาน หลักฐานเด็ดถึงขั้นที่จะเป็นหมัดน็อครัฐบาลได้ ดังนั้น กรณีเช่นนี้จึงไม่ควรจะนำมาเปิดอภิปรายให้เสียของ โดยเปล่าประโยชน์ เก็บไว้รอซักฟอกพร้อมวัดกันด้วยการลงมติ และนำเรื่องที่คิดว่ามีองค์ประกอบเกี่ยวกับการทุจริตครบไปยื่นร้องเพื่อเอาผิดต่อป.ป.ช.จะดีกว่า ถึงเวลานี้ประชาชนเข้าใจดีว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน “ใครไม่พร้อม” กันแน่
เวลาที่ยืดออกไปหลังจากการประชุมวิป 3 ฝ่ายล่ม คนทั่วไปมองออกว่าเวทีเจรจาที่เกิดขึ้นเพื่อตกลงกรอบเวลาที่ฝ่ายรัฐบาลขีดเส้นใต้ตอนแรก 27-30 ตุลาคมนั้น มันก็แค่จำอวดต่างฝ่ายต่างช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อที่จะแสดงให้ประชาชนเห็นว่า อีกฝ่ายเล่นเกมการเมือง สุดท้ายก็ต้องไปจบกันที่การอภิปรายในช่วงเวลาใกล้หมดสมัยประชุม เป็นมาเช่นนี้แทบทุกยุคทุกสมัย จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องมาโต้คารมกันไปมา สุดท้าย หนีไม่พ้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ พวกที่กอบโกยขายข้อมูลยื่นหมูยื่นแมวอิ่มหมีพีมันกันอยู่แล้ว
ความน่าสนใจของการซักฟอกที่จะเกิดขึ้นคงอยู่ที่ท่าทีของ 2 พรรคการเมืองตัวแปรมากกว่า เพื่อไทยที่ดูสงบนิ่ง ถูกข่าวปล่อยเล่นงานจนได้กับข่าวคราว ทักษิณ ชินวัตร ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอนิรโทษกรรมล้างมลทินจากทุกคดีที่ถูกดำเนินการหลังการยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน 2549 จนล่าสุดก็มีกระแสข่าวมาว่า คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องที่มี ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน จะชง 4 คดีของอดีตนายกฯ ไม่เข้าเงื่อนไขได้รับการนิรโทษกรรม
อันประกอบไปด้วย คดีปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยหรือ EXIM Bank จำนวน 4,000 ล้านบาท คดีโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือหวยบนดิน คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมและดาวเทียม (ไทยคม และคดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ) ถือเป็นคดีจากคดีการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ อันไม่เกี่ยวข้องหรือสืบเนื่องจากคดีชุมนุมทางการเมือง จึงอาจไม่เข้าข่ายได้นิรโทษกรรมทั้ง 4 คดี
ด้วยเหตุนี้จึงตามมาด้วยข่าวที่ว่า ถ้าไม่มีการนิรโทษกรรมล้างมลทินให้อดีตนายกฯ พรรคเพื่อไทยจะไม่โหวตให้กับ 18 รัฐมนตรีของภูมิใจไทยที่ถูกซักฟอก ซึ่งต้องฟังหูไว้หู ประเด็นเช่นนี้ส่วนใหญ่จะมาจากฝ่ายเสี้ยมเพื่อให้เกิดการแตกหักในพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่า เพราะถ้าประเมินสถานการณ์จนถึงนาทีนี้ ถามว่า รัฐบาลมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพความมั่นคงหรือไม่ และ มีประเด็นที่จำเป็นจะต้องแตกหักกันหรือเปล่า ชั่งตวงวัดความเป็นไปได้แล้วยังมองไม่เห็นแนวโน้มเชิงลบ
ส่วนประเด็นที่ว่าบทบาทของ อนุทิน ชาญวีรกูล กับ ธรรมนัส พรหมเผ่า แสดงออกกับสองเหตุการณ์ทั้งที่ร้านอาหารอินเดีย และงานวันเกิดสส.เชียงใหม่พรรคกล้าธรรมที่รัฐสภา อาจเป็นตัวเร่งให้พรรคสีแดงต้องพิจารณาความเป็นไปได้ ทั้งการดึงเอาพรรคสีเขียวมาเข้าร่วม และการยุบไปรวมกับพรรคสีน้ำเงิน เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับพรรคนายใหญ่ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าการันตีว่า ผู้กองมันคือแป้งกับพวกจะได้ร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลเส้นใหญ่หรือไม่
นั่นจึงเป็นเหตุของข่าวที่มาคู่กับการตกลงวันเวลาซักฟอกของฝ่ายค้านกับรัฐบาลไม่ลงตัวที่ว่า พรรคสีเขียวขอเวลาอภิปรายในโควตาฝ่ายค้านด้วย เหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคแกนนำรัฐบาล หากไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะได้ร่วมขบวนอำนาจฝ่ายบริหารหรือไม่ ก็จะสาวไส้ พร้อมเล่นงานฝ่ายกุมอำนาจเช่นกัน อีกด้านก็ยังมีการมองว่าท่าทีของพรรคกล้าธรรมอาจจะเป็นตัวป่วนที่ทำให้พรรคฝ่ายค้านเกิดความกระอักกระอ่วนในการจัดสรรเวลาซักฟอกก็เป็นได้
นี่แหละความจริงการเมืองที่ว่าไม่มีอะไรแน่นอน ภาพความรักใคร่ปานจะกลืนกินของสองหัวหน้าพรรค ไม่ได้เป็นเครื่องหมายยืนยันการประสานอำนาจที่มีผลประโยชน์มหาศาลอยู่เบื้องหน้าจะลงตัว ราบรื่น ยิ่งในภาวะที่พรรคแกนนำมั่นใจต่อฐานสนับสนุน และเชื่อว่าตัวเองสามารถอยู่ยาวได้โดยไร้อุปสรรค จึงต้องตรวจสอบทุกอย่างให้รอบด้าน ทุกการเจรจาทั้งในที่แจ้งและทางลับ ต้องมีการรายงานให้กับผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงเสียงจริงที่ไม่ใช่อาจารย์ใหญ่ของพรรคสีน้ำเงินได้รับรู้ ก่อนจะกดปุ่มว่าไฟเขียวหรือไฟแดง
อรชุน