
พาราสาวะถี
เป็นไปตามคาด สส.กรรมการบริหารพรรค และรัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกร้องเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสว. 7 เสือ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องรอดหมดทุกราย
เป็นไปตามคาด สส.กรรมการบริหารพรรค และรัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกร้องเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสว. 7 เสือ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องรอดหมดทุกราย โดย มี สว.ถูกเอาผิดทั้งหมด 26 ราย แยกเป็นความผิดใน 2 ข้อกล่าวหาคือ มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 ว่าด้วยการแนะนำตัวไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กกต.กำหนด จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 175 คน กกต.มีมติสั่งฟ้องสว.ชุดปัจจุบัน 26 คน เป็นผู้มีสิทธิเลือกสว. 1 คน และบุคคลอื่นจำนวน 15 คน รวม 42 คน โดยไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด
สำหรับข้อกล่าวหาที่ 4-7 คือมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) ว่าด้วยการให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) ว่าด้วยการรับจะจัดเลี้ยง มาตรา 79 ว่าด้วยการเรียกรับผลประโยชน์ และมาตรา 81 ว่าด้วยการเรียกรับผลประโยชน์สำหรับตนเอง กกต.มีมติสั่งฟ้องสว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือกสว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน รวม 77 ราย ขณะที่มาตรา 76 วรรคหนึ่งว่าด้วยกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการช่วยเหลือผู้สมัคร จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 21 คน กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องผู้ใดไปยังศาลฎีกา เช่นเดียวกับ มาตรา 76 วรรคสอง ว่าด้วยผู้สมัครยินยอมให้นักการเมืองช่วยเหลือให้ได้เป็นสว.จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 140 คน กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องผู้ใดไปยังศาลฎีกา
ขณะเดียวกัน มีประเด็นน่าสนใจ ที่กกต.ต้องการสื่อสารและเรียกร้องความเห็นใจ เข้าใจกับสังคมก็คือ กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 พิจารณาโดยมีผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คน ส่วนกรณีที่มีคณะวินิจฉัยชี้ขาดที่ 36 ในความเห็นแต่ละชั้น การพิจารณาสำนวนสามารถแตกต่างกันได้ ไม่เป็นข้อผูกพันกับ กกต. จะต้องมีความเห็นตามชั้นใดชั้นหนึ่ง เป็นแค่ข้อมูลประกอบเท่านั้น ซึ่งในสำนวนนี้มีผู้ถูกร้อง 427 คน มีข้อกล่าวหา 7 ข้อ จึงจำเป็นต้องมีคณะชุดที่ 36 สำนวนมีเอกสาร 75,722 หน้า กกต.ใช้เวลาพิจารณาสำนวน 11 ครั้ง
ในแง่ของฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคสีน้ำเงินถือว่าสามารถปลดล็อกความอึมครึม ไม่ต้องพะวักพะวงว่าจะสะดุดตอหรือไม่ ซึ่งเป็นที่รับรู้และมั่นใจกันอยู่ก่อนหน้าอยู่แล้ว ส่วนสว.ทั้ง 26 รายก็ไปว่ากันในชั้นศาลต่อไป ที่ต้องตามกันต่อคงเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ ทั้งภาคประชาชน และพรรคประชาชน พอใจ รับได้กับมติที่ออกมาหรือไม่ หรือมีความเห็นต่างและจะดำเนินการเพื่อเอาผิดเหมือนที่มีการขู่ไว้ก่อนหน้าหรือไม่
หากถอดรหัสจากสิ่งที่ฝ่ายเคลื่อนไหวเรียกร้องอยู่ที่ประเด็นว่า ถ้ากกต.มีมติไม่ส่งเรื่องให้ศาลดำเนินการจะมีการเอาผิดทางกฎหมาย แต่กรณีนี้มีมติเอาผิด 26 สว. และผู้เกี่ยวข้องอื่น เพียงแต่ไม่มีนักการเมืองที่ตกเป็นเป้าหมายเร้ากระแสจากสังคมเท่านั้น ข้อกฎหมายที่จะเอาผิดกกต.ฟังจากที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ชี้ก็คือ หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกสว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แล้วไม่ส่งศาลฎีกา กกต.อาจจะถูกส่งไปศาลแทนตามมาตรา 69 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือพรบ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกกต. 4 คนที่มาจากสว.ชุดนี้ที่ถูกกล่าวหาว่าได้เป็นสว.จากการฮั้วกัน ยิ่งมีโอกาสโดนมาตรา 69 ยิ่งกว่าอีก 3 คนที่เหลือ เพราะการยกคำร้องให้คนที่เลือกตัวเองมาเป็นกกต.มีโอกาสสูงอยู่แล้วที่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยหน้าที่ แต่เมื่อมีการเอาผิดสว.ปัจจุบันถึง 26 คน ข้อกล่าวหาตามมาตรานี้จึงไม่น่าจะถูกนำมาใช้ได้ หรือถ้ามีการไปฟ้องจริงก็มีความเป็นไปได้สูง ที่ผู้ถูกฟ้องจะไม่ถูกดำเนินการ เนื่องจากได้ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว
สำหรับมาตรา 69 ของพรบ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.นั้นระบุไว้ว่า กรรมการ เลขาธิการ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง กรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พนักงาน และลูกจ้างของสำนักงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้ใดกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาสิบปี
บทสรุปออกมาแบบนี้ถ้ามองจากมุมของฝ่ายกุมอำนาจก็ถือว่าบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ไม่กระทบต่อภาพกลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจที่วางไว้ กับข้อกล่าวหาใช้นิติสงครามเพื่อเล่นงานกับฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ เท่านั้น ซึ่งคงต้องไปไล่เรียงดู 26 รายชื่อสว.ที่ถูกสั่งฟ้องว่า อยู่ในเครือข่ายของสว.สายสีน้ำเงินหรือไม่ จากนั้นก็ไปดูข้อกล่าวหาที่ว่าหนักเบาขนาดไหน ถึงขั้นที่จะทำให้หลุดจากเก้าอี้ได้ไหม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะยังมีรายชื่อสว.สำรองที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสภาสูงแต่อย่างใด
บอกไว้แล้วว่าเรื่องของกระบวนการตีความข้อกฎหมายนั้น ไม่มีทางที่เครือข่ายของเผด็จการสืบทอดอำนาจจะทำให้ลิ่วล้อทั้งหลายต้องมาตกม้าตายได้ ที่เหลือก็คงเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชนที่มีต่อองค์กรเหล่านั้น ผลที่ออกมาเช่นนี้ส่วนใหญ่คงมองไปในทางสายกลางไม่ทำให้การบริหารบ้านเมืองสะดุด และทุกอย่างหงุดชะงักงันก็ถือว่าเป็นการให้โอกาสได้ทำงาน สร้างผลงานให้ปรากฏ แต่ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องทำมากไปกว่านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการนำพารัฐนาวาทำงานให้ประชาชนพอใจ งานใหญ่และหนักบนบ่าในฐานะผู้นำพรรคสีน้ำเงินก็คือ ต้องหยุดการเหลิงอำนาจ สร้างบารมีของคนกันเอง เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อระบอบสีน้ำเงินขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตาม
อรชุน