พาราสาวะถี

ยังคงถกเถียงกันต่อไปหลังจากกกต.มีมติเรื่องฮั้วเลือกสว. โดยสั่งฟ้องและดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 77 คน


ยังคงถกเถียงกันต่อไปหลังจากกกต.มีมติเรื่องฮั้วเลือกสว. โดยสั่งฟ้องและดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 77 คน ไฮไลต์สำคัญคงอยู่ที่การไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหาร สส.และรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ฟังจากที่ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต.ในฐานะอดีตผู้พิพากษาชี้แจงการไม่สั่งฟ้องดังกล่าว มาจากความไม่น่าเชื่อถือของพยานรหัส 16/26 ซึ่งก็คือ เอกราช ช่างเหลา อดีตสส.ขอนแก่น เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เมื่อคราวเลือกตั้งปี 2566 นั่นเอง

โดยอดีตสส.พรรคสีน้ำเงินรายนี้ เคยเป็นอดีตผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นที่มีเรื่องถูกฟ้องดำเนินคดีในข้อหาโกงเงินสหกรณ์ ที่มาต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาจำคุก 5 ปี 93 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่สหกรณ์ประมาณ 405 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 18 เมษายน 2568 พรรคภูมิใจไทยมีมติให้พ้นจากสมาชิกพรรค ซึ่งตรงกับที่ระบุในรายงานการประชุมของอนุกรรมการฯชุด 36 ที่ว่า เป็นอดีตสส.ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อถูกขับออกจากพรรคก็มาให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ต่อมาได้มีหนังสือขอกลับคำให้การทั้งหมดที่ตนให้ไว้ และ จึงมีข้อพิจารณาถึงความน่าเชื่อของพยานรายนี้โดยเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ

ดังนั้น กรณีการหลุดของเหล่าแกนนำสำคัญของพรรคสีน้ำเงินจึง มาจากสำนวนของอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 แน่นอนว่า ประเด็นนี้ประธานกกต.ก็ใช้ความเป็นอดีตผู้พิพากษายืนยันว่า พยานรหัส 16/26 กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานปากดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 นั่นก็คือ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง

ประเด็นนี้ณรงค์ใช้ความเป็นอดีตผู้พิพากษายืนยันว่า ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ต้องพิจารณาทั้งภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้ามาให้การหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะพยานที่มีการกลับคำให้การ ที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่พยานลักษณะดังกล่าวถูกศาลลงโทษมาแล้ว คนเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน อยู่ศาลมา 38 ปี ให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน พยานกลับคำคนลงโทษมาเยอะ แต่พยานปากนี้ หรือ 3 ปาก ไม่มีความน่าเชื่อถือมาแต่แรก

พร้อมตอกย้ำด้วยว่า พยานรหัส 16/26 หากตรวจสอบประวัติพบว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุก 11 ปี ในคดีเกี่ยวกับการอายัดย่อยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท และปัจจุบันถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากคดีจริยธรรม จึงจำเป็นต้องนำประวัติดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยาน เรียกได้ว่าในฐานะอดีตผู้พิพากษา ณรงค์ก็ใช้สถานะตรงนี้สามารถชี้ชัดแทนศาลได้ว่าพยานไม่มีความน่าเชื่อถือ ขึ้นอยู่กับสังคมว่าเห็นด้วยตามนั้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากรายชื่อที่กกต.สั่งฟ้องนั้น ก็ดูเหมือนจะมีทางที่องค์กรดูแลการเลือกตั้งจะอ้างกับสังคมได้ว่า ไม่ได้ละเว้นที่จะดำเนินการเอาผิดนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลถ้าพยาน หลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นผู้ร่วมกระทำผิด โดยจะมีชื่อของผู้ถูกดำเนินการในส่วนของบุคคลอื่น 15 ราย ที่พบว่า มีชื่อของ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาของ วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย สมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.สุโขทัย พรรคภูมิใจไทย “สหายแสง” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตแกนนำสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน และ วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช สมาชิกพรรคภูมิใจไทย

ถ้าจะบอกว่ากกต.ฟอกขาวหรือปล่อยผีที่สังกัดพรรคแกนนำรัฐบาลก็คงไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำนัก ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคประชาชนได้ประกาศมาแล้วว่า จะดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายต่อกกต. ฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกระทำการละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต.

คงจะมีการจองกฐินกันตามมาอีกหลายส่วน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกสั่งฟ้อง ที่ วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเห็นว่า อาจไปร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากป.ป.ช.ไต่สวนแล้วชี้มูลความผิด อาจนำไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อศาลประทับรับฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น รวมถึงอาจมีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาตรวจสอบผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำไปสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ด้าน ไพศาล พืชมงคล ก็มีข้อแนะนำทางกฎหมายเช่นกันว่า ผู้มีส่วนได้เสียจากกรณีนี้สามารถไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ตามบรรทัดฐาน เพราะเป็นได้รับความเสียหาย และกรณีเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ หรือผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าว ถ้าเห็นว่าการกระทำของกกต.ผิดกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่ไม่ชอบหรือทุจริต ก็สามารถนำคดีไปฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจริตได้ ตามบรรทัดฐานคดีที่ วีระ สมความคิด ได้ฟ้องป.ป.ช.จนศาลสั่งจำคุกคนละ 3 ปีมาแล้ว คดีฮั้วสว.อาจจบจากความรับผิดชอบของกกต. และสร้างความสบายใจแก่พรรคแกนนำรัฐบาล แต่ดูเหมือนจะเป็น จุดเริ่มต้นของคดีความต่าง ๆ ยาวเป็นหางว่าว กันเลยทีเดียว

อรชุน

Back to top button