บาดแผล ก.ล.ต.

หมูกับเสือ ใครก็รู้ว่า ฝ่ายไหนเป็น “ผู้ล่า” ฝ่ายไหนเป็น “ผู้ถูกล่า” กรณีเทียบได้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ของนางชญานี โปขันเงิน และนายชยันต์ อัคราทิตย์ อดีตผู้บริหารบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ณ ขณะนั้น


หมูกับเสือ ใครก็รู้ว่า ฝ่ายไหนเป็น “ผู้ล่า” ฝ่ายไหนเป็น “ผู้ถูกล่า” กรณีเทียบได้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ของนางชญานี โปขันเงิน และนายชยันต์ อัคราทิตย์ อดีตผู้บริหารบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ณ ขณะนั้น

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 2553 บริษัท “OSK” สัญชาติมาเลเซียสนใจอยากซื้อบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย ตัวแทน OSK ในไทย ขอให้ ชญานี-ชยันต์ นัดพบผู้ถือหุ้นใหญ่บล.บีฟิท หรือ BSEC ซึ่งอยากขายหุ้น ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง และเป็นการพบกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ชยันต์ไม่ได้เข้าร่วมวงเจรจาด้วยซ้ำ

ต่อมา “ดีลดัน” ปี 2554 OSK ได้ซื้อ BSEC และเปลี่ยนชื่อเป็นบล.OSK แต่มีกรณี “ปั่นหุ้น” ตามมา ก.ล.ต.สั่งสอบนายสาคร สุขศรีวงศ์ ข้อหาชักชวนผู้อื่นให้ซื้อหุ้น BSEC โดยอาศัยข้อมูลภายใน และมีการเปรียบเทียบผู้กระทำผิดไปแล้วในปี 2559

ชญานี-ชยันต์ ถูกก.ล.ต.เรียกไปให้ข้อมูลในฐานะพยานในปี 2558 แต่สอบไปสอบมา จากพยาน กลับกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียนี่! ก.ล.ต.แจ้งข้อหาบุคคลทั้งสองว่าให้การบิดเบือนเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ก.ล.ต.กล่าวโทษในปี 2559

ทั้งสองท่านพยายามชี้แจงว่า ได้ร่วมวงเจรจาผู้ซื้อกับผู้ขายเพียงครั้งเดียว ยิ่งนายชยันต์ ไม่ได้มาเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยซ้ำ  ขอดูพยานหลักฐานสำคัญที่ก.ล.ต.อ้างว่าให้การขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและและช่วยปกปิดข้อเท็จจริง ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ

กว่าก.ล.ต.จะให้ดูหลักฐานที่ขอไป ก็กินเวลาหลายเดือนผ่านไปแล้ว หลักฐานสำคัญของก.ล.ต. เป็นเพียงสำเนาอีเมลของบุคคล 2 คน เป็นใครก็ไม่ทราบส่งมายังชยันต์ ตัวหนังสือค่อนข้างจะเลอะเลือน ไม่มีความคมชัดคล้ายเศษกระดาษ ขาดความน่าเชื่อถือ

ทั้งสองขอทราบรายชื่อ “คณะกรรมการวินัย” ซึ่งก.ล.ต.แต่งตั้งจากตัวแทนสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมนักลงทุนไทย ฯลฯ ที่จะมาวินิจฉัยคดีของเขา เพราะกรรมการบางคนอาจเป็นคู่ขัดแย้งกันมาก่อน หรืออาจไม่เป็นกลาง ก.ล.ต.ก็ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อให้

11 สิงหาคม 2560 ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือแจ้งการลงโทษมายังทั้งสองคน โดยให้พักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุนเป็นเวลา 1 ปี (4 ส.ค. 60-3 ส.ค. 61) ผู้ถูกกล่าวโทษก็ยื่นฟ้องศาลปกครองเช่นกัน ให้เพิกถอนคำสั่งก.ล.ต.

ผู้ถูกกล่าวโทษทั้งสอง หักล้างการกล่าวหาของก.ล.ต.ได้หมด พยานหลักฐานสำคัญที่ก.ล.ต.อ้าง คือสำเนาอีเมลที่ตัวอักษรเลอะเลือน ไม่น่าเชื่อถือ และที่อ้างว่าส่งมาให้นายชยันต์นั้น ปรากฏว่านายชยันต์ยังไม่ได้เปิดใช้บริการกับผู้ให้บริการตาม email address ที่ระบุเลย

ข้อต่อสู้เรื่อง “คณะกรรมการวินัย” อาจจะไม่เป็นกลาง ก็ “ฟังขึ้น”

31 มีนาคม 2563 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ก.ล.ต.เพิกถอนคำสั่งการลงโทษทั้งสองคน เนื่องจากพิจารณาว่าเป็นคำสั่งลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก.ล.ต.อุทธรณ์สู้!

15 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลางคดีฟ้องของชญานี ส่วนคดีของชยันต์น่าจะตามมา พร้อมผลลัพธ์เช่นเดียวกับชญานี เป็นอันสิ้นสุดสงครามระหว่าง “เสือกับหมู” เป็นเวลากว่า 20 ปี

ตำนานที่เป็นจริงเรื่องนี้ ผ่านหูผ่านตาความรับผิดชอบของเลขาธิการก.ล.ต. 2 ท่าน นั่นคือ คุณรพี สุจริตกุล ช่วงปี 2559-60 ที่กล่าวโทษลูกหมูทั้งสอง และคุณรื่นวดี สุวรรณมงคล ช่วงปี 2563 ที่ก.ล.ต.อุทธรณ์สู้

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป น่าติดตาม “หมู” จากผู้ถูกล่า จะไล่ล่า “เสือ” ผู้ล่าหรือไม่ เพราะอาจยังมีคดีความตามมา ภายหลังคดีทางปกครองสิ้นสุด

อุทาหรณ์เรื่องนี้สอนว่า ผู้ทรงอำนาจต้องใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม และละเว้นไว้ซึ่งอวิชชาความมัวเมาในอำนาจ

Back to top button