ITC เติมเต็มธุรกิจ.!

สร้างความฮือฮาไม่น้อยทีเดียว...เมื่อบริษัทสัญชาติไทยประกาศปิดดีลใหญ่เข้าเทกโอเวอร์กิจการบริษัทสัญชาติอเมริกัน..!! 


สร้างความฮือฮาไม่น้อยทีเดียว…เมื่อบริษัทสัญชาติไทยประกาศปิดดีลใหญ่เข้าเทกโอเวอร์กิจการบริษัทสัญชาติอเมริกัน..!! 

แหม๊…ถ้าไม่ใหญ่จริงคงทำไม่ได้หรอก…จริงมั้ย..??

บริษัทสัญชาติไทยที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ซึ่งเป็นลูกในไส้ของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เจ้าพ่อทูน่าโลก โดยส่งบริษัทย่อยชื่อ i-Tail Americas, Inc. (ITA) ปิดดีลซื้อกิจการ Pet Treat Holdings, Inc. (PTH) และ Phelps Industries, LLC (Phelps) ผู้ผลิตอาหารและขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่า 160 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,300 ล้านบาท

ถือเป็นก้าวที่ใหญ่ส่งท้ายปี 2569 ของ ITC ก็ว่าได้..!?

จุดที่น่าสนใจของดีลนี้…ด้วย ITC มีพอร์ตหลักเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและขนมแมว ในขณะที่ Phelps โดดเด่นในผลิตภัณฑ์อาหารสุนัข ทั้งในแบบอบแห้งด้วยลมในอุณหภูมิต่ำ (Air-Dried) ขนมสัตว์เลี้ยงสไตล์เนื้ออบแห้ง (Jerky-style) 

การได้ Phelps เข้ามาอยู่ในพอร์ต จึงช่วยเติมเต็มธุรกิจของ ITC ให้ครบลูป มีทั้งอาหารแมว และอาหารสุนัข

ขณะเดียวกัน ยังช่วยขยายฐานการผลิตของ ITC ในสหรัฐฯ (Phelps มีโรงงาน 2 แห่งที่ได้มาตรฐาน Level II Certified  พื้นที่รวม 2.6 แสนตารางฟุต) ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของบริษัทเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายซัพพลายเชน และเปิดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ผ่านช่องทางค้าปลีก และช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย

ดีลเข้าซื้อ Phelps จึงถูกมองบวกจากนักวิเคราะห์ อย่าง บล.กรุงศรี ระบุว่า ดีลนี้จะทำให้ 1) ได้ฐานผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักของ ITC ช่วยลดความเสี่ยงด้านมาตรการภาษีนำเข้า (tariff) ค่าขนส่ง และเปิดโอกาสให้เสนอสินค้า Made in USA กับลูกค้า 

2) การขยายสู่ขนมสุนัขพรีเมียม ทั้ง jerky และ air-dried ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูง ช่วยเสริมธุรกิจหลักของ ITC ที่เน้นอาหารเปียกสำหรับแมว และ 3) การ synergy จาก cross-selling ระหว่างลูกค้าของ ITC กับลูกค้าของ Phelps ต่อยอดไปสู่ air-dried cat food และ jerky รวมทั้งการประหยัดต้นทุนจัดซื้อและค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 

ด้าน บล.เมย์แบงก์ คาดว่าดีลนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายในปี 2570 ได้ประมาณ 12% และเพิ่มกำไรหลักได้ 5%

อีกจุดที่น่าสนใจ การซื้อกิจการ Phelps ครั้งนี้ ITC ไม่ได้ไปกู้แบงก์มาซื้อแต่อย่างใด…แต่ใช้เงินหมุนเวียนของบริษัท และเงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO) นะจิบอกให้…

งั้นต้องยกให้ ITC เป็นแบบอย่างของ บจ.ที่ใช้เงินระดมทุนได้อย่างคุ้มค่า…ทำดีล M&A ที่ช่วยสร้างการเติบโตให้กับบริษัทได้อย่างแท้จริง ไม่ได้ไปใช้อีเหละเขะขะที่ไหน..??

แต่พอเห็น ITC ปิดดีลใหญ่ซื้อกิจการอาหารสุนัขในสหรัฐฯ แล้ว ก็ชวนให้นึกถึงความเคลื่อนไหวของบริษัทแม่ TU ในอดีต ซึ่งมีทั้งดีลที่ซัคเซสและดีลที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า..!?

ดีลที่ซัคเซส ก็เมื่อครั้งเข้าซื้อกิจการ “ชิกเก้น ออฟ เดอะ ซี” (Chicken of the Sea) แบรนด์ปลาทูน่ากระป๋องอันดับ 3 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นดีลเปลี่ยนเกมครั้งประวัติศาสตร์ที่ปูทางให้ TU ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตและแปรรูปทูน่าปลาบรรจุกระป๋องรายใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จจนถึงปัจจุบัน

ส่วนดีลที่กลายเป็นบาดแผลของ TU คงหนีไม่พ้นการทุ่มเงินลงทุน 575 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 20,000 ล้านบาท เข้าลงทุนใน “เรด ล็อบสเตอร์” (Red Lobster) ซึ่งเป็นภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดของโลก…ที่จริงยุทธศาสตร์นี้ไม่ผิด ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจใหม่ ต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่เกี่ยวเนื่อง…

แต่น่าเสียดายที่ได้เรด ล็อบสเตอร์มาปุ๊บ ภาวะตลาดเข้าสู่ขาลงปั๊บ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกถดถอย แถมยังถูกซ้ำเติมจากวิกฤตโควิดอีก ทำให้การเข้าไปลงทุนในเรด ล็อบสเตอร์ นอกจากไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าที่ควรแล้ว ยังกลายเป็นเนื้อร้ายที่กัดกิน TU มาโดยตลอด

เป็นที่มาให้ TU ต้องตัดจบ ถอนการลงทุน ซึ่งนำมาสู่การตั้งด้อยค่าก้อนโตครั้งเดียว 18,500 ล้านบาท (ประมาณ 530 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในไตรมาส 4/2566 ส่งผลให้งบปี 2566 มีตัวเลขขาดทุนมโหฬารที่ 13,933.21 ล้านบาทเลยทีเดียว

หวังว่าการเข้าซื้อ Phelps ของ ITC จะเป็นการเดินตามรอย “ชิกเก้น ออฟ เดอะ ซี” ไม่ใช่ “เรด ล็อบสเตอร์” หรอกนะ..!!

…อิ อิ อิ…

Back to top button