
JPMorgan ส่งสัญญาณ ‘บอนด์ระยะยาว’
จากแรงเหวี่ยงของตัวเลขทางเศรษฐกิจ ความผันผวนในตลาดหุ้นเทคโนโลยี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กระจายตัวหลายภูมิภาคทั่วโลก ตลาดตราสารหนี้ที่เคยถูกกดดันอย่างหนักช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณพลิกฟื้นอย่างน่าจับตา
จากแรงเหวี่ยงของตัวเลขทางเศรษฐกิจ ความผันผวนในตลาดหุ้นเทคโนโลยี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กระจายตัวหลายภูมิภาคทั่วโลก ตลาดตราสารหนี้ที่เคยถูกกดดันอย่างหนักช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณพลิกฟื้นอย่างน่าจับตา ล่าสุด JPMorgan Asset Management หนึ่งในสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกที่ มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ ออกมาฉายภาพโอกาสการลงทุนครั้งใหม่ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม..
โดย Bob Michele ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนและหัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ทั่วโลกของ JPMorgan Asset Management เปิดมุมมองสำคัญกลางงานสัมมนาที่สิงคโปร์ว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนรวม (Total Return) สูงถึง 7-8% ช่วง 12 เดือนข้างหน้า นับเป็นระดับผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง สำหรับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและได้รับการค้ำประกันโดยรัฐบาลมหาอำนาจ
กลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนผลตอบแทน 7-8% ดังกล่าว เกิดจากแรงหนุนสองมิติคู่ขนานกันหรือที่เรียกว่า Double Play มิติแรก คือ ผลตอบแทนจากราคาพันธบัตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) เริ่มเปลี่ยนทิศทางเป็นขาลง เนื่องจากราคาพันธบัตร และ Yield จะเคลื่อนไหวทิศทางตรงกันข้ามเสมอ มิติที่สอง คือ รายได้จากดอกเบี้ยสม่ำเสมอจากการถือครอง (Carry) ปัจจุบัน Yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลายช่วงอายุยังยืนอยู่ระดับสูงใกล้เคียง 5%
ความน่าสนใจของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเด่นชัดขึ้นช่วงเดือนตุลาคม 2569 เมื่อกระแสเงินทุนทั่วโลกเริ่มไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Assets) อย่างมีนัยสำคัญ แรงขับเคลื่อนดังกล่าวมาจากความกังวลรอบทิศ ไม่ว่าจะเป็นแรงเทขายหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เริ่มเผชิญคำถามเรื่องมูลค่าตึงตัว วิกฤตการณ์การเมือง และเศรษฐกิจในฝรั่งเศส ตลอดจนความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไร้ข้อสรุป
ปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่เป็นดัชนีชี้วัดทิศทางดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลกย่อตัวลงมามากกว่า 0.30% จากระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ยุติแรงกดดันด้านปรับตัวขึ้นต่อเนื่องที่ดำเนินยาวนานถึง 7 เดือนติดต่อกันก่อนหน้านี้ สะท้อนว่า แรงขายพันธบัตรเริ่มเจือจางและเปิดทางให้แรงซื้อกลับเข้ามาผลักดันราคาอย่างต่อเนื่อง
โดย JPMorgan ชี้ชัดว่า พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว คือ จุดที่มีความน่าสนใจด้านมูลค่า (Value) มากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่วงอายุ ที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ทำให้มีโอกาสสร้างส่วนต่างกำไรจากราคา (Capital Gain) ได้มากสุด เมื่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รอบขาลงเต็มตัว
สำหรับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมสัปดาห์นี้ แต่มีโอกาสกลับมาส่งสัญญาณเข้มงวด (Hawkish) ช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งแม้ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยกดดัน แต่ในความเป็นจริง ตลาดพันธบัตรระยะยาวกลับต้องการเห็น Fed ส่งสัญญาณมุ่งมั่นในการควบคุมเงินเฟ้อและชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อระยะยาว และส่งผลให้ Yield พันธบัตรระยะยาวปรับตัวลดลง
แม้วิถีการลงทุนตราสารหนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2569 เผชิญความผันผวน โดยดัชนีพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของ Bloomberg ยังคงติดลบเล็กน้อยราว 0.9% แต่ JPMorgan มองว่า ตลาดได้ผ่านจุดที่เผชิญแรงกดดันรุนแรงสุด หรือ Point of Maximum Pain ไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/69 การทยอยเข้าสะสมพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั้งของสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการล็อกผลตอบแทนสูง และเตรียมรับแรงรีบาวด์ใหญ่ช่วงต่อไป
การประเมินครั้งนี้ จึงสะท้อนสาระสำคัญถึงนักลงทุนทั่วโลกว่า ช่วงเวลาแห่งการมองข้ามตราสารหนี้ กำลังจะจบลง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว กำลังก้าวเข้าสู่รอบการฟื้นตัวครั้งใหม่ ที่ผสมผสานทั้งกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยรับและโอกาสทำกำไรจากราคา เป็นทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่ดี ท่ามกลางมรสุมความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด..!!