DELTA หลุดแนวรับหรือไม่

ราคาหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เดินหน้าปรับตัวลงต่อเนื่อง


ราคาหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เดินหน้าปรับตัวลงต่อเนื่อง

หากไล่ดูกราฟรายวันตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จะพบว่าราคาหุ้นเปลี่ยนจากบริเวณ 350-360 บาท ลงมาอยู่ที่ 232 บาท

การปรับฐานครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเดือน โดยมีจังหวะรีบาวด์เป็นระยะ แต่ยังไม่สามารถกลับไปยืนในระดับเดิมได้

ช่วงต้นเดือนตุลาคม ราคาหุ้นเคยขึ้นไปบริเวณ 270 บาท ก่อนจะอ่อนตัวลงอีกครั้ง

ล่าสุดราคาปิดอยู่ที่ 232 บาท ลดลง 3 บาท หรือ 1.28%

ประเด็นที่ต้องติดตามจากนี้คือ บริเวณ 230 บาท จะเป็นแนวรับสำคัญของ DELTA ได้หรือไม่

เพราะหากพิจารณาจากกราฟ ราคาหุ้นกำลังลงมาใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน

ทว่า การประเมินแนวรับต้องดูทั้งพฤติกรรมราคา ปริมาณซื้อขาย และแรงซื้อที่เข้ามารองรับ จะดูจากกราฟเพียงอย่างเดียวคงยังสรุปไม่ได้ครับ

ส่วนปัจจัยพื้นฐานที่เข้ามากระทบความเชื่อมั่น คือผลประกอบการไตรมาส 3/69

DELTA มีกำไรสุทธิ 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 75,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.4%

ตัวเลขรายได้ยังเติบโตได้ดี แต่กำไรเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าการขยายตัวของยอดขายอย่างชัดเจน

แน่นอนว่า ผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินไว้ ราคาหุ้นย่อมมีโอกาสเผชิญแรงขาย

ทีนี้มาดูอีกประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือบทบาทของ DELTA ในพอร์ตลงทุนของกองทุนและนักลงทุนสถาบัน

DELTA เป็นหนึ่งในหุ้นที่อยู่ในดัชนีสำคัญของตลาดหุ้นไทย ทั้ง SET50 และ SET100 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นจึงมีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี และเกี่ยวข้องกับการบริหารพอร์ตของกองทุนที่ใช้ดัชนีเป็นเกณฑ์อ้างอิง

กองทุนประเภท Passive Fund ที่ต้องการให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี จำเป็นต้องพิจารณาสัดส่วนการถือครองหุ้นตามหลักเกณฑ์ของดัชนีนั้น

หากไม่ถือหุ้นตามน้ำหนักอ้างอิง ผลตอบแทนของกองทุนอาจแตกต่างจากดัชนีที่ใช้วัดผล

ด้วยเหตุนี้ DELTA จึงยังเป็นหุ้นที่นักลงทุนสถาบันต้องนำมาพิจารณาในการจัดพอร์ตครับ

แต่ต้องแยกให้ชัดว่า การเป็นหุ้นในดัชนีไม่ได้หมายความว่ากองทุนทุกแห่งจะต้องซื้อเพิ่มทุกครั้งที่ราคาลง

กองทุนที่บริหารเชิงรุกยังสามารถลดน้ำหนักการลงทุนได้ หากเห็นว่าราคาหุ้นไม่สอดคล้องกับกำไรหรือความเสี่ยงที่ประเมินไว้

ส่วนกองทุนที่อ้างอิงดัชนีแต่ละประเภท มีหลักเกณฑ์การคำนวณน้ำหนักหุ้นแตกต่างกัน

แม้แต่ดัชนี SET50 และ SET50FF ก็ใช้วิธีคำนวณน้ำหนักที่แตกต่างกัน โดย SET50FF นำสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยมาปรับน้ำหนัก

ดังนั้น ความต้องการซื้อ DELTA ของกองทุนแต่ละแห่งจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า DELTA มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือ Free Float อยู่ที่ 23.98% ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาโครงสร้างการถือหุ้น แต่ไม่ใช่หลักฐานว่าราคาจะลดลงได้จำกัด

อีกเรื่องที่ต้องติดตามคือความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล ซึ่งยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนธุรกิจของ DELTA

ผลิตภัณฑ์ระบบจ่ายไฟ ระบบจัดการพลังงาน และระบบระบายความร้อน มีความสำคัญต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI บริษัทมีการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อและการส่งมอบ ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้ายังต้องติดตามการฟื้นตัว

หากธุรกิจศูนย์ข้อมูลเติบโตต่อเนื่องและบริษัทบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ก็อาจช่วยสนับสนุนกำไรในระยะถัดไป

กลับมาที่ราคาหุ้นบริเวณ 232 บาท

คำถามคือ DELTA มีโอกาสลงต่ำกว่า 230 บาทหรือไม่

ส่วนตัวพบว่า เห็นแรงซื้อบริเวณนี้ โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่ประเมินมูลค่าหุ้นในระยะยาว และกองทุนที่ต้องบริหารสัดส่วนการลงทุนตามดัชนี

หากมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่อง น่าจะมีโอกาสช่วยพยุงราคาไม่ให้หลุดแนวรับในระยะสั้น

ดังนั้น หากแรงขายเริ่มลดลง ขณะที่มีแรงซื้อกลับเข้ามา

ราคาหุ้นอาจสร้างฐานบริเวณนี้ได้เช่นกัน

Back to top button