SENA-ANAN-ORI กับ พันธมิตรลดเสี่ยง

ในยามที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มอิ่มตัว หรือโตช้าลง การลดความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยวิธีการที่หลากลายจะปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็นชัดเจน

แฉทุกวันทันเกมหุ้น

ในยามที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มอิ่มตัว หรือโตช้าลง การลดความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยวิธีการที่หลากลายจะปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็นชัดเจน

ปรากฏการณ์สร้างพันธมิตรธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ จึงโผล่ขึ้นมาให้เห็น…ไม่ใช่เรื่องแปลก

บังเอิญช่วง 3 เดือนนี้ การจับมือพันธมิตรธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ค่อนข้างโดดเด่นเป็นพิเศษจนต้องหยิบจับมาพูดถึงเพราะกำลัง  “อินเทรนด์” …โดยเฉพาะ 3 บริษัทใหญ่ ที่ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยกับสถานการณ์เฉพาะหน้า

รายแรก บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA) ประกาศจับมือกับ บริษัท ฮันคิว เรียลตี้ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) หนึ่งในกลุ่มบริษัท Hankyu Hanshin Holding Group ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในญี่ปุ่น เดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน โดยเน้นพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งในปีนี้มีแผนเปิดตัว 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ นิช ไพรด์ เตาปูน-อินเทอร์เชนจ์ และล่าสุดที่จะมีการเซ็นสัญญาร่วมลงทุนในโครงการ “นิช โมโน สุขุมวิท 70”

ดร.ยุ้ย หรือ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SENA ที่ทั้งสวย รวย และเก่ง ระบุว่าการร่วมลงทุนครั้งนี้ทีเดียว 2 โครงการถือเป็นการต่อยอดเดินหน้าร่วมทุนเป็นโครงการที่ 2 หลังจากผลสำเร็จของการดำเนินงานที่ดีร่วมกันในครั้งแรกที่ผ่านไปได้สวยกับ นิชไพรด์ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์ ที่ได้ร่วมทุนกันไปเมื่อเดือน ธันวาคม 2559 ในโครงการหมู่บ้านโซลาร์เต็มรูปแบบ (ในนาม บริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด) และยังหวังว่า จะมีการร่วมทุนเพิ่มขึ้นเป็นโครงการที่ 3 ที่ 4 ต่อไปในอนาคต โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ด้วยการสร้างจุดขาย “สร้างที่อยู่อาศัยจากวิธีคิดแบบญี่ปุ่น” ที่กำลังมาแรง โดยแสดงความมั่นใจว่า กระแสตอบรับเยี่ยม หวังผลักดันแบรนด์และยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ทางด้าน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)หรือ ANAN ก็จับมือเข้าร่วมลงทุน และลงนามในสัญญาร่วมทุน กับ SEA Investment Five Pte. Ltd. (SEAI5) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท มิตซุย ฟูโดซัง จำกัดจากญี่ปุ่น ในสัดส่วนการร่วมทุนร้อยละ 51: 49 เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกัน 3 โครงการผ่าน 3 บริษัทย่อย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 โดยทั้ง 3 โครงการจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2560 นี้

ล่าสุด บริษัท ออริจิ้น พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ประกาศร่วมทุนกับบริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (NRED) ซึ่งเป็น TOP3 ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จากญี่ปุ่น ในเงื่อนไขว่า โนมูระ จะลงทุนผ่านบริษัทย่อย 4 แห่งของ ORI โดยได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนและเข้าถือในสัดส่วน 49% รวมเป็นเงิน 1,070 ล้านบาท ซึ่งจะมีการโอนเข้ามาในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งจะบันทึกในงบไตรมาส 3 ทันที จะยังผลให้มีส่วนช่วยกำไรในไตรมาส 3 / โตขึ้นมากกว่าไตรมาสอื่น

กำไรพิเศษระยะสั้นดังกล่าว ไม่สำคัญเท่ากับยุทธศาสตร์ระยะต่อไปที่ว่า การร่วมทุนจะช่วยให้บริษัทได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านโนว์ฮาว นวัตกรรม และดีไซน์ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมแบบญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญช่วยให้บริษัทสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ NRED ในปัจจุบันมีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ได้แก่ 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว 2.ธุรกิจจัดหาสำนักงานให้เช่า 3.ธุรกิจค้าปลีก 4.ธุรกิจโลจิสติกส์ และ 5.ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น การขาย การซื้อ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว (ณ 1 เม.ย. 60) จำนวน 2,000 ล้านเยน (ราว 600 ล้านบาท) มีรายได้จากการดำเนินการในปีงบประมาณล่าสุด (1 เม.ย. 59-31 มี.ค. 60) จำนวน 4.01 แสนล้านเยน (ราว 1.2 แสนล้านบาท)

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ซีอีโอใหญ่ของ ORI ระบุว่า ตนเองอยากทำอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เพราะที่ผ่านมายังขาดตัวโลจิสติกส์ ซึ่งสามารถจะเรียนลัดกับโนมูระฯ ซึ่งก่อตั้งมานานกว่า 60 ปี และเติบโตจากในเมืองใหญ่ มีประสบการณ์ที่จะแนะนำได้ดี และจะทำแบรนด์ใหม่ด้วยกัน โดยอาศัยจุดเด่นที่ตลาดไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะญี่ปุ่นให้ความสนใจไทยอย่างมาก สอดรับยุทธศาสตร์ธุรกิจของORI ที่ต้องการลดสัดส่วนรายได้ของบริษัทในช่วง 5 ปีจากคอนโดมิเนียมลงมาเป็น 80% จากปัจจุบัน 99% และอีก 20% จะมาจากอสังหาริมทรัพย์อื่น

การปรับตัวสร้างพันธมิตรเพื่ออนาคตทั้ง 3 รายนี้ แม้จะมีเป้าหมายและวิธีการที่ต่างกันในรายละเอียด แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการแก้ปัญหาและ “ผ่าทางตัน” ไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ถือเป็นพันธมิตรลดความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ

ปัญหาท้าทายอย่างยิ่งอยู่ที่ว่า สัมฤทธิ์ผลของพันธมิตรธุรกิจแบบไหนที่จะให้ผลตอบแทนยั่งยืนและมากที่สุด..ใครทำได้คนนั้นก็เป็นเจ้าตลาดที่กุมชะตากรรมของตนเอง…

ไม่ลองก็ไม่รู้

อิ อิ อิ