ONEAM เปิดขายกอง ONE-ALLCHINA ถึง 6 ก.ย.

ONEAM เปิดขายกอง ONE-ALLCHINA ถึง 6 ก.ย.

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ (ONEAM) เปิดเผยว่า จากมุมมองเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจของจีนซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อภาคการลงทุนในตลาดหุ้น บลจ.วรรณ จึงเปิดเสนอขายกองทุนเปิด วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ (ONE-ALLCHINA) ระหว่างวันนี้ ถึง 6 ก.ย. นี้ ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Fund of Fund  เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุน

โดยกองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นจีนที่จดทะเบียนทั้งในและนอกประเทศจีน โดยลงทุนผ่านกองทุน UBS(Lux) Equity SICAV (ALL China) เน้นลงทุนแบบเชิงรุกในสัดส่วนประมาณ 70% กองทุน UBS(Lux) Equity (China Opportunity) 20% และประมาณ 10% ลงทุนในกองทุน UBS(Lux) Investment SICAV(China A) โดยมี MSCI All China Index เป็นเกณฑ์มาตรฐานวัดผลการดำเนินงานกองทุน ONE-ALLCHINA

ความน่าสนใจของกองทุน ONE-ALLCHINA คือนโยบายการลงทุนที่มีความคล่องตัวสูงมาก การลงทุนในกองทุนONE-ALLCHINA เหมือนการจัด Asset Allocation ลงทุนในตลาดหุ้นจีน โดยมีนโยบายลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพในตลาดหุ้นจีน ทั้งบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตในประเทศจีน (A-Share) ตามกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่น อาทิ กลุ่มธุรกิจยาจีน กลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า

รวมไปถึง บริษัทสัญชาติจีนที่มีธุรกิจเติบโตและจดทะเบียนนอกตลาดหุ้นจีน (H-Share) อาทิ กลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรมการแพทย์แบบใหม่ รวมถึงกลุ่มการศึกษา โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ ส่วนหนึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจีน เพื่อพัฒนาศึกษาและวิจัย  ซึ่งจีนในอนาคตมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้

สำหรับกองทุน ONE-ALLCHINA จะเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการจัดสรรเงินบางส่วนในพอร์ตเพื่อกระจายการลงทุนในตลาดต่างประเทศและสามารถยอมรับความผันผวนของดัชนีตลาดหุ้นจีนรวมถึงสามารถถือลงทุนได้ในระยะ 3-5 ปี”นายพจน์ กล่าว

ขณะที่ปัจจุบันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯและประเทศจีน อีกทั้งมีการคาดการณ์ว่าจากข้อพิพาทดังกล่าวประเทศจีนจะได้รับผลกระทบโดยอัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกของจีนต่อสหรัฐจะลดลงประมาณ 13.9%

ทั้งนี้หากพิจารณาจากตัวเลขทางค้าระหว่าง 2 ประเทศ โดยในครึ่งปีแรก 61 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศจีน-สหรัฐฯอยู่ที่ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเทศจีนมีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯประมาณ 2.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศจีนนำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความกังวลดังกล่าวต่อข้อพิพาทดังกล่าว บริษัทมองว่าอาจจะเป็นเพียงความกังวลระยะสั้น และจะสามารถหาข้อสรุปด้วยการเจรจา โดยภาพรวมแล้วปัญหาดังกล่าวไม่ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ อย่างไรก็ดีแม้ว่าจีนจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่หากพิจารณาระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าปัจจุบันจีนมีความแตกต่างจากเดิมในเชิงนโยบายบริหารประเทศค่อนข้างมาก

โดย บลจ.วรรณยังคงมุมมองเชิงบวกถึงศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจผ่านนโยบายทางเศรษฐกิจที่ทางรัฐบาลจีนนำออกมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้มีการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะแผนเศรษฐกิจ 5 ปี หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ที่จะเชื่อมเศรษฐกิจจีนกับเศรษฐกิจในเอเชียและยุโรปมากขึ้นผ่านการลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคในวงเงินมหาศาลในประเทศต่างๆในเส้นทาง BRI จำนวนมาก

รวมถึงรัฐบาลสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ดังนั้นในอนาคตจีนมีแนวโน้มลดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และเปิดกว้างสำหรับการทำการค้ากับนานาประเทศมากขึ้น”นายพจน์ กล่าว

นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและจะเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนความน่าสนใจในตลาดหุ้นของประเทศจีน หากพิจาณาในเชิงของมูลค่าตลาดหุ้นจีนปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่น โดยมูลค่า P/E ของ ดัชนี MSCI ALL CHINA อยู่ที่ประมาณ 12 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.18) ขณะที่มูลค่า P/E ของกลุ่ม TIPs Market (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) อยู่ที่ประมาณ 13.8 13.7 และ 15.5 เท่า ตามลำดับ