ONEAM ฟันธงหุ้นไทยใกล้พ้นขาลง – AUM โต 1.6 แสนล.

ONEAM มองภาพรวม AUM ปีนี้ยังแกร่ง ตั้งเป้ารักษาระดับ 1.5-1.6 แสนล้านบาท ยันไม่ถูกกระทบจากความผันผวนตลาดโลก แนะนักลงทุนคงสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง 50% กระจายลงทุนหุ้นโลก-เอเชียเหนือ


นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด หรือ ONEAM เปิดเผยว่า ภาพรวมสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของบริษัทในปีนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากตลาดหุ้นหลักทั้งญี่ปุ่น สหรัฐฯ และไทย ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรักษาระดับ AUM ให้อยู่ที่ประมาณ 150,000-160,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายฐานสินทรัพย์ผ่านการเข้าประมูลงานบริหารกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เพิ่มเติม

สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุน แนะนำนักลงทุนยังคงสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจโลกยังมีความแข็งแกร่ง โดยจัดสรรสัดส่วนการลงทุนในหุ้นรวมประมาณ 50% แบ่งเป็นหุ้นทั่วโลก 10% หุ้นไทย 10% โดยหุ้นไทยมองว่าน่าสนใจหลังติดลบต่อเนื่อง 3 ปี และหุ้นเอเชีย 20% โดยเฉพาะกลุ่มเอเชียเหนือ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีก 10% ลงทุนในทองคำ และ Rare Earth เพื่อกระจายความเสี่ยง

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 20% เพื่อสร้างกระแสเงินสด และลดความผันผวนของพอร์ต ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอีก 20% ประกอบด้วยการลงทุนใน Life Settlement ประมาณ 5% และ Bitcoin อีก 5% สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ส่วนที่เหลือสามารถกระจายลงทุนในกองทุนแบบผสม หรือกองทุน Asset Allocation เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต

นายพจน์ กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดหุ้นไทยหากปัจจัยลบจากต่างประเทศคลี่คลาย ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,300-1,400 จุด โดยในปีนี้ดัชนีเคยปรับตัวขึ้นสูงสุดประมาณ 19% ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 10% จากแรงกดดันภายนอก ทั้งนี้ แม้ระดับดัชนีปัจจุบันจะเริ่มมีความน่าสนใจ แต่บริษัทยังไม่มีแผนออกกองทุนทริกเกอร์หุ้นไทยในระยะนี้ เนื่องจากประเมินว่านักลงทุนไทยอาจยังไม่ให้ความสนใจมากนัก ขณะที่สถิติย้อนหลังพบว่าหุ้นไทยติดลบติดต่อกันมาแล้ว 3 ปี ซึ่งในรอบ 40 ปีไม่เคยเกิดการติดลบต่อเนื่องถึง 4 ปีติดต่อกัน

ด้านมุมมองเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้การเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง หากสถานการณ์สามารถยุติได้ภายใน 3 เดือน จะไม่ส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนมากนัก หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือบานปลายเหมือนในอดีต อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกได้

Back to top button