นักลงทุนซื้อเก็งกำไร BGC หนุนหุ้นเด้งกลับ3% ยืนเหนือ IPO อีกครั้งหลังทรุดหนัก 1 เดือน   

นักลงทุนซื้อเก็งกำไร BGC หนุนหุ้นเด้งกลับ3% ยืนเหนือ IPO อีกครั้งหลังทรุดหนัก 1 เดือน โดย ณ เวลา 11.08 น.อยู่ที่ระดับ 10.30 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 3.00% สูงสุดที่ 120.40 บาท ต่ำสุดที่ 10.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 74.24 ล้านบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ณ เวลา 11.08 น.อยู่ที่ระดับ 10.30 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 3.00% สูงสุดที่ 120.40 บาท ต่ำสุดที่ 10.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 74.24 ล้านบาทราคาาหุ้นฟื้นตัวหลังร่วงแรง 1 เดือน

โดยราคาหุ้นเด้งกลับมายืนเหนือราคา IPO อีกครั้งหลังโดย ราคาหุ้น BGC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2561 โดยมีราคา IPO อยู่ที่ระดับ 10.20 บาท

ด้านนายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ารายได้ในปี 62 จะเติบโตตัวเลขหลักเดียว หลังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยในประเทศจากการที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน และภาคการท่องเที่ยวไทยยังชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/61 เป็นต้นมา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเครื่องดื่มทุกประเภท โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นผู้บริโภครายหลัก

หลังจากที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงไปมาก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเครื่องดื่มของลูกค้า และส่งผลกระทบมาสู่การสั่งผลิตขวดแก้วที่ลูกค้าสั่งกับบริษัท ทำให้รายได้ของบริษัทในช่วงตั้งแต่ไตรมาส 3/61 ไปจนถึงปี 62 อาจจะยังโตได้ไม่มากนัก แต่มองว่าการเลือกตั้งในปี 62 จะเป็นปัจจัยที่หนุนให้รายได้ยังเติบโตได้ เพราะเป็นช่วงที่จะมีการจัดงานเลี้ยงฉลองกันมาก และในปีหน้ายังมีโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วแห่งใหม่ที่จังหวัดราชบุรี เข้ามาเสริมกำลังการผลิตเต็มปี โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 3,495 ตัน/วัน ใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 92-93% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ โดยในปี 62 จะเน้นการขยายงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งยังคงเน้นรับจ้างผลิตขวดแก้วให้กับลูกค้าในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะเวียดนาม ที่บริษัทได้แต่งตั้งตัวแทนในเมืองโฮจิมินห์ไปก่อนหน้านี้ และในประเทศออสเตรเลียที่บริษัทได้ลูกค้าเป็นบริษัทเบียร์รายใหญ่ในออสเตรเลีย คือ Lion Beer

อีกทั้งบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าในประเทศอินเดียที่เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ และผสมแอลกอฮอล์ ซึ่งในปี 62 คาดว่าจะได้ข้อสรุปและแต่งตั้งเป็นตัวแทน โดยมองว่าอินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการบริโภคเครื่องดื่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนประชากรเป็นจำนวนมาก ส่วนในกลุ่มยุโรปบริษัทได้เดินทางไปศึกษาตลาด แต่ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีการแข่งขันที่สูงจากผู้ผลิตขวดแก้วในยุโรป แม้ว่าจะมีแนวโน้มที่ดีในเรื่องการใช้แก้วที่เพิ่มขึ้น หลังมีการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก ซึ่งในปี 62 บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได่จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 10% จากปีนี้ที่ 7-8%

อย่างไรก็ตามบริษัทจะพยายามผลักดันให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการควบคุมต้นทุนการผลิต ประกอบกับบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสถาบันการเงินลดลงในปี 62 หลังจากที่นำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ไปชำระหนี้จำนวน 800-1,000 ล้านบาท ในช่วงปลายปีนี้ และทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงต่ำกว่า 2% จากปัจจุบันที่ 3.3%

ส่วนในปีนี้คาดว่ารายได้ จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้โต 5-10% หลังจากที่ 9 เดือนที่ผ่านมารายได้บริษัทลดลง 10% เพราะปัจจัยในประเทศทั้งเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวดี และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเข้ามากระทบต่อยอดขายของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และกระทบมาถึงบริษัทด้วย แต่แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/61 คาดว่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาส 3/61 เนื่องจากโรงงานบรรจุภัณฑ์แก้วแห่งใหม่ในจังหวัดราชบุรี ได้เริ่มดำเนินการผลิต และเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลที่มีงานเฉลิมฉลองและจัดเลี้ยง ช่วยหนุนให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/61 จะเห็นการฟื้นตัวขึ้น             

Back to top button