STA เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย

ข้อเสียของนักลงทุนรายย่อยที่เห็นได้ชัดเจนสุดคือ มองการลงทุนในแต่ละรอบยาวเกินไปบ้าง สั้นเกินไปบ้าง และบางครั้งก็มีความมั่นใจในการลงทุนที่เกินตัว ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดในการลงทุนเยอะแยะไปหมด จนบางครั้งไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำไปว่า ลงทุนซื้อหุ้นตัวนั้นไปได้อย่างไร

ตีแผ่บจ.ดัง

คุณทรงพล จากพระราม 7 กรุงเทพฯ เล่าถึงประสบการณ์เกี่ยวกับหุ้น STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ว่า ตัวเองมองเห็นราคาหุ้นวนเวียนไปมาอยู่ที่เดิมนานมากเหลือเกิน เลยเกิดความสงสัยการทำธุรกิจในปี 2562 คงไม่รุ่งอีกแล้วแน่ ๆ นักลงทุนกลุ่มสถาบันถึงทิ้งหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้อาจารย์ช่วยประเมินสถานการณ์ของหุ้นตัวนี้ยังมีอนาคตอยู่หรือเปล่า ? สุดท้ายนี้อยากให้หนังสือพิมพ์ “ข่าวหุ้น” อยู่เป็นกระบอกเสียงแทนนักลงทุนรายย่อยด้วยครับ

 

ข้อเสียของนักลงทุนรายย่อยที่เห็นได้ชัดเจนสุดคือ มองการลงทุนในแต่ละรอบยาวเกินไปบ้าง สั้นเกินไปบ้าง และบางครั้งก็มีความมั่นใจในการลงทุนที่เกินตัว ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดในการลงทุนเยอะแยะไปหมด จนบางครั้งไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำไปว่า ลงทุนซื้อหุ้นตัวนั้นไปได้อย่างไร

นี่เป็นคำถามที่อาจารย์พบได้เป็นประจำในยามที่ตัวนักลงทุนเริ่มขาดทุนหนักขึ้นเรื่อย ๆ หรือเริ่มจะพอมีหวังทำกำไรได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จึงต้องหาคำแนะนำบางอย่างเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ ซึ่งเป็นการตอกย้ำคุณภาพของนักลงทุนไทยยังไม่มีระเบียบวินัยในการลงทุน

ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้นักลงทุนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหุ้น STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) มากมายหลายเรื่อง ทั้งที่ตัวนักลงทุนเคยเห็นบทวิเคราะห์ที่เขียนถึงหุ้นตัวนี้ในเชิงบวกและเชิงลบมากมาย พร้อมกับชี้ให้เห็นจุดที่น่าสนใจหลายอย่างที่ทำให้หุ้นตัวนี้มีการยกฐานราคาหุ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะเดียวกันยังมีการพูดถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วยนะครับ

ปัญหามีอยู่ว่า นักลงทุนชอบตั้งความหวังที่สูงเกินไป และบางครั้งก็ไม่ยอมตัดใจขายหุ้น (ทั้งที่แค่ขาดทุนกำไร ไม่ได้ขาดทุนตัวแดงโร่สักหน่อย)

อาจารย์ถึงมองว่า เรื่องทั้งหมดเป็นปัญหาของตัวนักลงทุน ไม่ได้เป็นปัญหาของบริษัท จึงต้องพยายามปรับความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการในการลงทุนเรื่องที่ “ขายหมูไปเรื่อย ๆ ดีกว่าขายขาดทุน” เพราะไม่มีใครรู้ว่า ราคาหุ้นจะไปสุดตรงราคาไหนนั่นเอง

โดยทางออกที่ดีที่สุดในจังหวะนี้คือ ตัวนักลงทุนมองหุ้น STA ที่ทำกำไรได้เป็นบางปี และขาดทุนเป็นบางปี เป็นแบบไหน ? และมองเรื่องอัตราการจ่ายปันผลที่ไม่คงเส้นคงวาเป็นอย่างไร ? และท้ายสุดมองเรื่องราคาหุ้นที่เทรดบนค่า P/E 10 เท่าเป็นโอกาสทองไหม ?

ทั้งหมดเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องกลับไปเรียนรู้อย่างเป็นระบบอีกครั้ง เพราะถ้าอาจารย์แสดงความคิดเห็นแบบง่าย ๆ ก็จะบอกให้รู้ว่า 1.เมื่อมีกำไร 5-8% ควรขายไปก่อน 2.เมื่อหุ้นมีปันผลสม่ำเสมอ ฐานจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ 3.หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่า 10 เท่า คือของดีที่รอเวลาขึ้นนะครับ

เหล่านี้เป็นคำตอบที่นักลงทุนต้องค้นหาด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นเป็นคนตอบ!

นอกจากนี้ควรจำให้ขึ้นใจว่า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ราคาน้ำมัน ยางพารา น้ำมันปาล์ม ฯลฯ ล้วนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ตามความต้องการในตลาดโลกแต่ละช่วง จึงต้องเกาะติดสถานการณ์ราคาของสินค้าต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้อ่านทางการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นได้แม่นยำขึ้นครับ

สภาแมงเม่า : ดร.สมชาย